ในการทำงานพนักงานก็มีสิ่งที่ต้องการเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีความสุขและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหลายๆบริษัทมองข้ามความต้องการของพนักงานไปแต่ในบริษัทของต่างชาติจะสนใจความต้องการของพนักงานเพราะเมื่อพนักงานได้สิ่งที่ต้องการก็จะสามารถทำงานให้กับบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งถึงแม้บริษัทอาจจะต้องลงทุนอะไรบ้างเพื่อความต้องการของพนักงานแต่ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นคุ้มค่ามากบริษัทต้องไม่ลืมว่างานนั้นจะออกมาดีได้ขึ้นอยู่กับพนักงานว่ามีความตั้ใจในการทำงานมากแค่ไหนถ้าพนักงานมีความสุขในการทำงานยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาในการทำงานโดนไม่มีความเครียดเข้ามาทำให้การทำงานนั้นเสียผลตอบแทนที่บริษัทจะได้รับนั้นยิ่งกว่าคุ้มค่าในวันนี้เราจะมาบอก5สิ่งที่พนักงานต้องการเพื่อให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพและทำงานอย่างมีความสุข
5 สิ่งที่พนักงานต้องการเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.อยากได้การชื่นชม
คนเราเมื่อทำงานได้ดีก็ต้องการการชื่นชมจากเจ้านายหรือผลตอบแทนจากบริษัทซึ่งการให้สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การสปอยพนักงานแต่เป็นเหมือนการให้รางวัลเพื่อให้พนักงานคนอื่นตั้งใจทำงานเพื่อจะได้รางวัลเช่นบริษัทแห่งหนึ่งตั้งกฎไว้ว่าใครมาทำงานตรงเวลาตลอด1ปีจะให้โบนัสปลายปีเพิ่มซึ่งก็เป็นเทคนิคในการดึงดูดใจให้พนักงานมาทำงานตรงต่อเวลาและก็เป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรอีกด้วย
2.อยากได้รับความนับถือ
เมื่อทำงานคงไม่มีใครอยากถูกกดขี่ข่มเหงคนทุกคนมีเกียรติและศักดิศรีบริษัทก็ควรให้เกียรติพนักงานไม่ใช่มองว่าพนักงานเป็นเพียงแค่คนงานคนหนึ่งต้องมองเหมือนพนักงานคือครอบครัวทำงานร่วมกันก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันถึงจะไปรอด
3.มีเพื่อนร่วมงานที่ดี
การทำงานกับผู้อื่นถ้าเราเจอกับเพื่อนร่วมงานที่ดีเราก็จะสามารถทำงานได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลว่าจะโดนแทงข้างหลังเมื่อไหร่เพื่อนร่วมงานที่ดีต้องช่วยเหลือกันในทุกสถานการณ์โดยไม่ทิ้งกัน
4.สามารถทำตามวัฒนธรรมองค์กรได้
แต่ละองค์กรก็มีวัฒนธรรมในการทำงานไม่เหมือนกันบางครั้งบริษัทก็ต้องปรับวัฒนธรรมเพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างสบายใจและไม่เครียดจนเกินไป
5.ทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย
ในการทำงานเราต้องทำงานโดยมีจุดมุ่งหมายต้องวางแผนไม่ใช่บริษัทให้งานมาแบบกว้างๆทำไปเรื่อยๆโดยไม่รู้จุดหมายซึ่งจะทำให้พนักงานเหนื่อยและเบื่อทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากขาดจุดมุ่งหมายในการทำงาน
เทคนิคการสร้างมิตรภาพในที่ทำงาน
สถานที่ทำงานเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าสังคมเป็นอย่างไร ในปัจจุบันเราเห็นพฤติกรรมต่างๆของคนในสังคมมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความไม่มีมรรยาทและขาดความมีอัธยาศัยไมตรีในทั้งในที่ทำงานและนอกที่ทำงาน จากการสำรวจเราพบว่าพนักงานส่วนใหญ่คิดว่าลักษณะของเพื่อนร่วมงานที่ขี้หงุดหงิดส่งผลต่อการทำงานมาเป็นอันดับหนึ่งต่อมาก็คือต้องการจะออกจากงานที่ทำเพราะรับพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานไม่ได้ทั้งนี้เรายังพบอีกว่าการขาดอัธยาศัยไมตรีในการทำงานมีส่วนทำให้รายได้ของบริษัทลดลงเพราะจากการที่ทำงานร่วมกันไม่ได้ทำให้การทำงานขาดประสิทธิภาพหากพนักงานทุกคนรู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรในที่ทำงานแล้วละก็บริษัทก็จะเต็มไปด้วยพนักงานที่คุณภาพและไม่เกิดความขัดแยงกันภายในองค์กรต่อไปนี้เป็นเทคนิคในการสร้างมิตรภาพในที่ทำงาน
เทคนิคในการสร้างมิตรภาพในที่ทำงาน
-คิดก่อนทำเพราะถ้าเกิดเราทำอะไรผิดพลาดไปแล้วก็ต้องมานั่งแก้ไขเราคิดก่อนทำจะดีกว่าทั้งเรื่องการพูดและการกระทำ
-สร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เป็นกันเองด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานและไม่นินทาเพื่อนร่วมงานลับหลังเท่านี้เราก็จะทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข
-บอกตัวเองเสมอมาต้องให้เกียรติผู้อื่นควรจะชื่นชมเพื่อนร่วมงานเมื่อเพื่อนร่วมงานทำงานได้ดี
-รู้จักการควบคุมอารมณ์ของตัวเองว่าอะไรทำให้เราโกรธและไม่พอใจเราก็ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการทำงาน
-รับผิดชอบสิ่งที่เราทำลงไป และฝึกฝนการควบคุมสติเพื่อไม่ให้ความโกรธมามีผลต่อการทำงาน
-ใช้การแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลและไม่ด้วยใช้อารมณ์เพราะยิ่งเราใช้อารมณ์ก็จะทำให้ปัญหายิ่งเพิ่มมาก
-ไม่ควรคาดเดาอะไรมั่วๆควรหาหลักฐานมาประกอบคำพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับผู้อื่นเราต้องเก็บหลักฐานที่จะทำให้เกิดปัญหาไว้เผื่อในอนาคตมีปัญหาเกิดขึ้น
-ไม่คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลต้องมองเห็นคนรอบๆข้างฟังความคิดของพวกเขาและนำไปคิดเพราะบางทีเราคิดคนเดียวก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
-มองปัญหาเป็นสิ่งที่ดีเมื่อเพื่อนร่วมงานทำงานพลาดเราไม่ควรซ้ำเติมแต่ควรช่วยกันแก้ปัญหาและคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เราเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น
เทคนิคข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการสร้างมิตรภาพที่ดีในที่ทำงานเราทำงานเราก็ต้องมีเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมงานก็เหมือนตัวช่วยเราในอนาคตถ้าเกิดเราช่วยเขาในวันนี้ถ้าในอนาคตเราต้องการให้เขาช่วยเราก็จะได้รับความช่วยเหลือ
เทคนิคในการสร้างมิตรภาพในที่ทำงาน
-คิดก่อนทำเพราะถ้าเกิดเราทำอะไรผิดพลาดไปแล้วก็ต้องมานั่งแก้ไขเราคิดก่อนทำจะดีกว่าทั้งเรื่องการพูดและการกระทำ
-สร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เป็นกันเองด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานและไม่นินทาเพื่อนร่วมงานลับหลังเท่านี้เราก็จะทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข
-บอกตัวเองเสมอมาต้องให้เกียรติผู้อื่นควรจะชื่นชมเพื่อนร่วมงานเมื่อเพื่อนร่วมงานทำงานได้ดี
-รู้จักการควบคุมอารมณ์ของตัวเองว่าอะไรทำให้เราโกรธและไม่พอใจเราก็ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการทำงาน
-รับผิดชอบสิ่งที่เราทำลงไป และฝึกฝนการควบคุมสติเพื่อไม่ให้ความโกรธมามีผลต่อการทำงาน
-ใช้การแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลและไม่ด้วยใช้อารมณ์เพราะยิ่งเราใช้อารมณ์ก็จะทำให้ปัญหายิ่งเพิ่มมาก
-ไม่ควรคาดเดาอะไรมั่วๆควรหาหลักฐานมาประกอบคำพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับผู้อื่นเราต้องเก็บหลักฐานที่จะทำให้เกิดปัญหาไว้เผื่อในอนาคตมีปัญหาเกิดขึ้น
-ไม่คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลต้องมองเห็นคนรอบๆข้างฟังความคิดของพวกเขาและนำไปคิดเพราะบางทีเราคิดคนเดียวก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
-มองปัญหาเป็นสิ่งที่ดีเมื่อเพื่อนร่วมงานทำงานพลาดเราไม่ควรซ้ำเติมแต่ควรช่วยกันแก้ปัญหาและคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เราเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น
เทคนิคข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการสร้างมิตรภาพที่ดีในที่ทำงานเราทำงานเราก็ต้องมีเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมงานก็เหมือนตัวช่วยเราในอนาคตถ้าเกิดเราช่วยเขาในวันนี้ถ้าในอนาคตเราต้องการให้เขาช่วยเราก็จะได้รับความช่วยเหลือ
เทคนิคการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมในที่ทำงาน
ในการทำงานไม่ว่าจะงานอะไรก็ตามคุณจำเป็นต้องมีมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเพื่อให้การทำงานร่วมกันนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดและเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการทำงานการที่เรารู้ว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรในที่ทำงานเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างมากในการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพราะจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในที่ทำงานเราจะเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานและก้าวหน้าในการทำงานอย่างมาก
วันนี้เราจะมานำเสนอเทคนิคในการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมในที่ทำงานซึ่งมีดังนี้
ผูกมิตรกับเจ้านาย
-แสดงความเคารพและนับถือเจ้านายโดยที่ไม่ทำจนเกินสมควรเพราะเพื่อนงานจะเข้าใจผิดคิดว่าคุณกำลังประจบเจ้านายเพื่อให้ได้ผลประโยชน์
-เมื่อเราเป็นเจ้านายและเจอผู้บริหารที่สูงกว่าเราก็ควรให้ความเคารพไม่ควรให้ท่านรอนานจนเกินไป
-พยายามหลีกเลี่ยงที่จะขัดจังหวะการพูดหรือความคิดเห็นของเจ้านายทั้งในการประชุมและต่อหน้าลูกค้าแม้เราจะไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เจ้านายพูดก็ตามให้ใช้เหตุผลที่คุณคิดว่าเหมาะสมในการพูด
-รายงานความคืบหน้าของงานที่เรากำลังทำเสมอ
ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน
-ทำงานของตัวเองให้เต็มทีและคอยช่วยเหลืองานเพื่อนร่วมงานเสมอถ้าเราไม่มีน้ำใจในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานไม่นานเราก็จะทำงานหนักเกินไปเพราะไม่มีใครอยากช่วยคุณ
-ในระหว่างที่เราลาพักหรือลาป่วยเพื่อนร่วมงานก็ต้องทำงานแทนคุณเมื่อเรากลับจากการลาแล้วควรมีสิ่งของตอบแทนน้ำใจที่เพื่อนร่วมงานช่วยเหลือเรา
-หากเราต้องการคำปรึกษาจากเพื่อนควรนัดหมายให้เป็นเวลาเพราะบางทีเพื่อนก็ไม่มีเวลาว่างเสมอ
-ยกย่องและชมเชยเพื่อนร่วมงานเมื่อเขาทำงานได้ดีไม่ควรอิจฉาหรือนินทาลับหลัง
ผูกมิตรกับลูกค้า
-ต้อนรับลูกค้าอย่างมีมรรยาทและสุภาพอ่อนโยน
-หากต้องประชุมหลายๆแผนกก็ควรเตรียมงานให้เรียบร้อยไม่ควรทำงานขอไปที
-เตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการประชุมและนำเสนองานเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ
-อย่าปล่อยให้ลูกค้าหรือแขกต้องรอเราเป้นเวลานานต้องตรงเวลาเพื่อให้ลูกค้าหรือแขกประทับใจ
-ขณะที่ลูกค้ามาที่บริษัทเราควรให้เลขาหรือลูกน้องไปตามมาที่ห้องทำงานและเราควรจะลุกขึ้นยืนต้อนรับเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ
-ในระหว่างการประชุมควรปิดมือถือและรอจนกว่าการประชุมจะเสร็จเรียบร้อยจึงค่อยเปิด
-หลังจากการพบปะหรือประชุมควรกล่าวขอบคุณลูกค้าหรือผู้ที่ร่วมประชุมและส่งแขก
ทำไมต้องรู้จักกาลเทศะ
การมีมารยาทที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งพื้นฐานในการทำงานเพราะว่าเมื่อเราทำดีกับเพื่อนร่วมงานเพื่อนร่วมงานก็จะทำดีกับเราหากเราทำไม่ดีการทำงานของเราก็จะมีอุปสรรคอยู่มากมายและเมื่อถึงเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือก็จะไม่มีใครมาช่วยเราเพราะเราไม่เคยช่วยใครเลย
วันนี้เราจะมานำเสนอเทคนิคในการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมในที่ทำงานซึ่งมีดังนี้
ผูกมิตรกับเจ้านาย
-แสดงความเคารพและนับถือเจ้านายโดยที่ไม่ทำจนเกินสมควรเพราะเพื่อนงานจะเข้าใจผิดคิดว่าคุณกำลังประจบเจ้านายเพื่อให้ได้ผลประโยชน์
-เมื่อเราเป็นเจ้านายและเจอผู้บริหารที่สูงกว่าเราก็ควรให้ความเคารพไม่ควรให้ท่านรอนานจนเกินไป
-พยายามหลีกเลี่ยงที่จะขัดจังหวะการพูดหรือความคิดเห็นของเจ้านายทั้งในการประชุมและต่อหน้าลูกค้าแม้เราจะไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เจ้านายพูดก็ตามให้ใช้เหตุผลที่คุณคิดว่าเหมาะสมในการพูด
-รายงานความคืบหน้าของงานที่เรากำลังทำเสมอ
ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน
-ทำงานของตัวเองให้เต็มทีและคอยช่วยเหลืองานเพื่อนร่วมงานเสมอถ้าเราไม่มีน้ำใจในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานไม่นานเราก็จะทำงานหนักเกินไปเพราะไม่มีใครอยากช่วยคุณ
-ในระหว่างที่เราลาพักหรือลาป่วยเพื่อนร่วมงานก็ต้องทำงานแทนคุณเมื่อเรากลับจากการลาแล้วควรมีสิ่งของตอบแทนน้ำใจที่เพื่อนร่วมงานช่วยเหลือเรา
-หากเราต้องการคำปรึกษาจากเพื่อนควรนัดหมายให้เป็นเวลาเพราะบางทีเพื่อนก็ไม่มีเวลาว่างเสมอ
-ยกย่องและชมเชยเพื่อนร่วมงานเมื่อเขาทำงานได้ดีไม่ควรอิจฉาหรือนินทาลับหลัง
ผูกมิตรกับลูกค้า
-ต้อนรับลูกค้าอย่างมีมรรยาทและสุภาพอ่อนโยน
-หากต้องประชุมหลายๆแผนกก็ควรเตรียมงานให้เรียบร้อยไม่ควรทำงานขอไปที
-เตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการประชุมและนำเสนองานเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ
-อย่าปล่อยให้ลูกค้าหรือแขกต้องรอเราเป้นเวลานานต้องตรงเวลาเพื่อให้ลูกค้าหรือแขกประทับใจ
-ขณะที่ลูกค้ามาที่บริษัทเราควรให้เลขาหรือลูกน้องไปตามมาที่ห้องทำงานและเราควรจะลุกขึ้นยืนต้อนรับเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ
-ในระหว่างการประชุมควรปิดมือถือและรอจนกว่าการประชุมจะเสร็จเรียบร้อยจึงค่อยเปิด
-หลังจากการพบปะหรือประชุมควรกล่าวขอบคุณลูกค้าหรือผู้ที่ร่วมประชุมและส่งแขก
ทำไมต้องรู้จักกาลเทศะ
การมีมารยาทที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งพื้นฐานในการทำงานเพราะว่าเมื่อเราทำดีกับเพื่อนร่วมงานเพื่อนร่วมงานก็จะทำดีกับเราหากเราทำไม่ดีการทำงานของเราก็จะมีอุปสรรคอยู่มากมายและเมื่อถึงเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือก็จะไม่มีใครมาช่วยเราเพราะเราไม่เคยช่วยใครเลย
สิ่งไหนที่บอกว่าเราไม่พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งาน
ในปัจจุบันมีเด็กจบใหม่มากมายรวมทั้งคนที่ต้องการงานก็มีอยู่มากมายทำให้เกิดเหตุการณ์คนว่างงานเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทยซึ่งมีหลากหลายเหตุผลทั้งเลือกงานได้งานที่ตัวเองไม่ต้องก็เลยยอมว่างงานซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมากเพราะถึงแม้เราจะไม่ได้งานที่เราต้องการแต่เราก็สามารถลองทำงานนั้นๆเพื่อให้เป็นประสบการณ์ในการทำงานเพื่อใช้ในการสมัครงานในอนาคตได้อีกเหตุผลหนึ่งที่มีผู้ว่างงานอยู่มากมายในปัจจุบันคือไม่ผ่านการสัมภาษณ์งานด้วยหลายๆเหตุผลซึ่งในวันนี้เราจะมาบอกสิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกว่าเราไม่พร้อมในการสัมภาษณ์งานซึ่งมีดังนี้
สิ่งที่บ่งบอกว่าเราไม่พร้อมในการสัมภาษณ์งาน
-ไปไม่ทันนัดสัมภาษณ์งาน
ถ้าเราผิดนัดตั้งแต่วันสัมภาษณ์งานนั้นก็เป็นตัวบอกแล้วว่าเราไม่พร้อมในการทำงานให้กับบริษัทบางบริษัทอาจจะไม่สนใจอะไรมากแต่บางบริษัทโดยเฉพาะบริษัทของต่างชาติจะเข้มงวดเรื่องความตรงต่อเวลามากทางที่ควรไปก่อนนัดประมาณ1ชมหรือครึ่งชมถ้าเป็นไปได้เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลงเราก็จะได้ทราบก่อนล่วงหน้า
-แต่งกายไม่เหมาะสมกับสถานที่
เรื่องการแต่งกายเราพูดมาหลายบทความมากว่าการแต่งกายจะต้องให้เหมาะสมกับสถานที่โดยเฉพาะการไปสัมภาษณ์งานต้องแต่งกายให้ดูดีและเรียบร้อยสุภาพถ้าเราแต่งกางเกงยีนส์เสื้อยืดนั้นก็แสดงว่าเราไม่ได้อยากทำงานกับบริษัทจริงๆถึงไม่ให้ความเคารพต่อสถานที่ในการทำงาน
-ตอบคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่มาสมัครไม่ได้
บางบริษัทจะถามผู้สมัครงานว่ารู้หรือเปล่าว่าตำแหน่งงานที่เราสมัครนั้นทำอะไรบ้างซึ่งผู้สมัครส่วนใหญ่จะไม่สามารถตอบได้เพราะไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนนั้นแสดงว่าเราไม่ได้อยากทำงานในตำแหน่งนี้จริงๆบริษัทจึงต้องปฎิเสธเราไปเพราะแค่ข้อมูลของตำแหน่งงานเราเองยังทราบจะสามารถทำงานได้หรือเปล่า
-ไม่ได้เตรียมตัวหาข้อมูลก่อนมาสัมภาษณ์
ในระหว่างการสัมภาษณ์งานผู้สัมภาษณ์อาจจะถามเกี่ยวกับบริษัทเพื่อเป็นการทดสอบว่าผู้สมัครต้องการมาทำงานกับบริษัทจริงๆหรือไม่ถ้าเป็นคนที่ตั้งใจก็ต้องศึกษาข้อมูลมาก่อนแน่นอนแต่ถ้าไม่สามารถตอบได้แสดงว่าเราแค่มาสมัครเพราะไม่มีตัวเลือกเท่านั้นเอง
-ตื่นเต้นเวลาสัมภาษณ์งาน
เรื่องความตื่นเต้นในการสัมภาษณ์งานถือว่าเป็นเรื่องปกติขึ้นอยู่กับว่าเราจะควบคุมมันได้ดีแค่ไหนบางคนตื่นเต้นจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ได้เลยก็มีเพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากให้บริษัทมองว่าเราไม่พร้อมในการสัมภาษณ์งานก็ควรเตรียมตัวมาให้ดีเสียก่อน
ในการสัมภาษณ์งานมีทั้งคนผิดหวังและสมหวังขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเป็นคนประเภทไหนถ้าเราอยากผิดหวังเราก็ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนอะไรแค่เดินเข้าไปสัมภาษณ์แบบไม่รู้อะไรเลยแต่ถ้าเราต้องการเป็นคนที่สมหวังเราแค่ฝึกฝนให้มากมายเพื่อให้พร้อมเมื่อลงสนามจริง
สิ่งที่บ่งบอกว่าเราไม่พร้อมในการสัมภาษณ์งาน
-ไปไม่ทันนัดสัมภาษณ์งาน
ถ้าเราผิดนัดตั้งแต่วันสัมภาษณ์งานนั้นก็เป็นตัวบอกแล้วว่าเราไม่พร้อมในการทำงานให้กับบริษัทบางบริษัทอาจจะไม่สนใจอะไรมากแต่บางบริษัทโดยเฉพาะบริษัทของต่างชาติจะเข้มงวดเรื่องความตรงต่อเวลามากทางที่ควรไปก่อนนัดประมาณ1ชมหรือครึ่งชมถ้าเป็นไปได้เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลงเราก็จะได้ทราบก่อนล่วงหน้า
-แต่งกายไม่เหมาะสมกับสถานที่
เรื่องการแต่งกายเราพูดมาหลายบทความมากว่าการแต่งกายจะต้องให้เหมาะสมกับสถานที่โดยเฉพาะการไปสัมภาษณ์งานต้องแต่งกายให้ดูดีและเรียบร้อยสุภาพถ้าเราแต่งกางเกงยีนส์เสื้อยืดนั้นก็แสดงว่าเราไม่ได้อยากทำงานกับบริษัทจริงๆถึงไม่ให้ความเคารพต่อสถานที่ในการทำงาน
-ตอบคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่มาสมัครไม่ได้
บางบริษัทจะถามผู้สมัครงานว่ารู้หรือเปล่าว่าตำแหน่งงานที่เราสมัครนั้นทำอะไรบ้างซึ่งผู้สมัครส่วนใหญ่จะไม่สามารถตอบได้เพราะไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนนั้นแสดงว่าเราไม่ได้อยากทำงานในตำแหน่งนี้จริงๆบริษัทจึงต้องปฎิเสธเราไปเพราะแค่ข้อมูลของตำแหน่งงานเราเองยังทราบจะสามารถทำงานได้หรือเปล่า
-ไม่ได้เตรียมตัวหาข้อมูลก่อนมาสัมภาษณ์
ในระหว่างการสัมภาษณ์งานผู้สัมภาษณ์อาจจะถามเกี่ยวกับบริษัทเพื่อเป็นการทดสอบว่าผู้สมัครต้องการมาทำงานกับบริษัทจริงๆหรือไม่ถ้าเป็นคนที่ตั้งใจก็ต้องศึกษาข้อมูลมาก่อนแน่นอนแต่ถ้าไม่สามารถตอบได้แสดงว่าเราแค่มาสมัครเพราะไม่มีตัวเลือกเท่านั้นเอง
-ตื่นเต้นเวลาสัมภาษณ์งาน
เรื่องความตื่นเต้นในการสัมภาษณ์งานถือว่าเป็นเรื่องปกติขึ้นอยู่กับว่าเราจะควบคุมมันได้ดีแค่ไหนบางคนตื่นเต้นจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ได้เลยก็มีเพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากให้บริษัทมองว่าเราไม่พร้อมในการสัมภาษณ์งานก็ควรเตรียมตัวมาให้ดีเสียก่อน
ในการสัมภาษณ์งานมีทั้งคนผิดหวังและสมหวังขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเป็นคนประเภทไหนถ้าเราอยากผิดหวังเราก็ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนอะไรแค่เดินเข้าไปสัมภาษณ์แบบไม่รู้อะไรเลยแต่ถ้าเราต้องการเป็นคนที่สมหวังเราแค่ฝึกฝนให้มากมายเพื่อให้พร้อมเมื่อลงสนามจริง
เทคนิคในการสัมภาษณ์งานให้ได้งาน
ในการสัมภาษณ์งานนั้นก็เปรียบเสมือนเป็นการแนะนำตัวเองให้บริษัทรู้จักเราก่อนเข้าทำงานเป็นเหมือนด่านสุดท้ายที่บริษัทจะพิจารณาก่อนที่เราจะได้รับเลือกเข้าไปทำงานซึ่งเป็นส่วนสำคัญผู้สมัครงานหลายๆคนอาจจะมีประวัติที่เริศหรูจบจากมหาลัยชื่อดังแต่เมื่อเข้ามาในด่านสัมภาษณ์งานแล้วถ้าเกิดบริษัทไม่ประทับใจในตัวของเราหรือเห็นข้อผิดพลาดที่จะส่งผลเสียต่อบริษัทในอนาคตบริษัทก็อาจจะไม่รับเลือกเราเข้าทำงานอย่างแน่นอน หลายคนๆอาจจะทราบมาแล้วว่าการสัมภาษณ์งานเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ประวัติส่วนตัวในวันนี้เราจึงมาบอกเทคนิคในการสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ได้งานซึ่งมีดังนี้
เทคนิคในการสัมภาษณ์งานให้ได้งาน
1.เข้าใจตัวเอง
ก่อนที่เราจะเริ่มหางานอะไรก็ตามเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนยังไงสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อเจอสิ่งที่เราไม่เคยทำเราต้องถามตัวเองว่าเราสามารถทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้หรือไม่เผื่อว่าเราเจอคำถามที่เราไม่คาดคิดเราจะได้มแนวทางในการตอบคำถามให้ผู้สัมภาษณ์สนใจมากที่สุด
2.หางานในฝัน
ใครๆก็อยากได้งานที่ตัวเองใฝ่ฝันแต่ไม่ง่ายเลยที่ทุกคนจะได้งานเหล่านั้นแต่เราต้องพยายามให้มากที่สุดในการหาบริษัทที่เราสนใจและเปิดรับงานเหล่านั้นเพื่อให้เวลาสัมภาษณ์งานเราจะสามารถตอบสิ่งที่เราถนัดได้ถ้าเกิดไปทำงานที่เราไม่ชอบเราก็คงไม่สามารถตอบคำถามได้ถูกใจผู้สัมภาษณ์อย่างแน่นอน
3.คิดคำตอบทั่วไปไว้ล่วงหน้า
คำตอบทั่วของการสัมภาษณ์งานคือทำไมถึงเลือกสมัครงานกับบริษัทของเรา ถ้าเราให้คุณทำในสิ่งที่ไม่เคยทำคุณจะสามารถทำได้ไหมเป็นต้นคำถามส่วนใหญ่มีบอกไว้ในอินเทอร์เน็ตเราแค่หาคำตอบที่เป็นตัวเราเองมากที่สุดไปให้คำถามกับผู้สัมภาษณ์เท่านั้น
4.เสนอจุดเด่นของตัวเอง
ตอนสัมภาษณ์งานเราไม่ควรพูดออกนอกประเด็นเราอาจจะพูดถึงตัวเองเล็กน้อยแต่แสดงถึงตัวตนของเรามากที่สุดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจทันทีว่าเราเป็นคนยังไงสามารถทำอะไรได้บ้างโดยไม่ต้องเล่าให้ยืดยาวจนเกินไป
5.เตรียมข้อมูลให้พร้อมกับทุกคำถาม
ผู้สมัครส่วนใหญ่จะเตรียมตอบคำถามที่คิดว่าตัวเองต้องโดนถามแต่ก็ลืมไปว่าบริษัทนั้นต้องการจะทดสอบความรู้ความสามารถเราด้วยเราอาจจะเตรียมตัวโดยการฝึกฝนตั้งคำถามขึ้นมาเองหรือเตรียมข้อมูลให้พร้อมกับคำถามที่คิดว่าเราจะโดนถามแน่นอน
6.หลีกเลี่ยงคำถามที่เราไม่มั่นใจ
เมื่อเจอคำถามที่คิดว่าเราไม่สามารถตอบได้ไม่ควรรีบปฎิเสธเพราะจะทำให้เราดูเป็นคนที่หนีปัญหาเราอาจจะใช้การหลีกเลี่ยงโดยการพูดอ้อมๆหรือวิธีใดก็ตามที่เราไม่ต้องปฎิเสธโดยตรง
7.ใช้คำสุภาพในการนำเสนอตัวเอง
ถึงแม้ว่าการสัมภาษณ์คือการแนะนำตัวเราเองให้บริษัทรู้จักแต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตมีสัมมาคารวะเพื่อให้เราดูเป็นคนที่มีมรรยาทจึงไม่ควรใช้คำไม่สุภาพในการตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์เพราะเราไม่รู้ว่าผู้สัมภาษณ์คิดอะไรอยู่เราอาจจะทำให้ตัวเองพลาดงานไปเลยก็ได้
8.ฝึกพูดคนเดียว
การฝึกพูดคนเดียวเป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งเพื่อให้เราเห็นข้อผิดพลาดในการพูดของตัวเองก่อนที่จะลงสนามจริงเราอาจจะใช้วิธีจดบันทึกเล็กๆในใจความสำคัญเพื่อให้เราพูดได้เนื้อหาที่ชัดเจนและไม่นานจนเกินไป
9.ใช้ภาษากายในการช่วยตอบคำถาม
ภาษากายหมายถึงการใช้มือถือสายตาในการสื่อสารแทนคำพูดเพื่อให้ประเด็นที่เรากำลังพูดเป็นที่น่าสนใจขึ้นถ้าเราพูดไปเรื่อยๆอาจจะทำให้ผู้ฟังเบื่อจึงจำเป็นต้องใช้ภาษากายในการเข้ามาช่วยเหลือ
เป็นต้น
เทคนิคในการสัมภาษณ์งานให้ได้งาน
1.เข้าใจตัวเอง
ก่อนที่เราจะเริ่มหางานอะไรก็ตามเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนยังไงสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อเจอสิ่งที่เราไม่เคยทำเราต้องถามตัวเองว่าเราสามารถทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้หรือไม่เผื่อว่าเราเจอคำถามที่เราไม่คาดคิดเราจะได้มแนวทางในการตอบคำถามให้ผู้สัมภาษณ์สนใจมากที่สุด
2.หางานในฝัน
ใครๆก็อยากได้งานที่ตัวเองใฝ่ฝันแต่ไม่ง่ายเลยที่ทุกคนจะได้งานเหล่านั้นแต่เราต้องพยายามให้มากที่สุดในการหาบริษัทที่เราสนใจและเปิดรับงานเหล่านั้นเพื่อให้เวลาสัมภาษณ์งานเราจะสามารถตอบสิ่งที่เราถนัดได้ถ้าเกิดไปทำงานที่เราไม่ชอบเราก็คงไม่สามารถตอบคำถามได้ถูกใจผู้สัมภาษณ์อย่างแน่นอน
3.คิดคำตอบทั่วไปไว้ล่วงหน้า
คำตอบทั่วของการสัมภาษณ์งานคือทำไมถึงเลือกสมัครงานกับบริษัทของเรา ถ้าเราให้คุณทำในสิ่งที่ไม่เคยทำคุณจะสามารถทำได้ไหมเป็นต้นคำถามส่วนใหญ่มีบอกไว้ในอินเทอร์เน็ตเราแค่หาคำตอบที่เป็นตัวเราเองมากที่สุดไปให้คำถามกับผู้สัมภาษณ์เท่านั้น
4.เสนอจุดเด่นของตัวเอง
ตอนสัมภาษณ์งานเราไม่ควรพูดออกนอกประเด็นเราอาจจะพูดถึงตัวเองเล็กน้อยแต่แสดงถึงตัวตนของเรามากที่สุดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจทันทีว่าเราเป็นคนยังไงสามารถทำอะไรได้บ้างโดยไม่ต้องเล่าให้ยืดยาวจนเกินไป
5.เตรียมข้อมูลให้พร้อมกับทุกคำถาม
ผู้สมัครส่วนใหญ่จะเตรียมตอบคำถามที่คิดว่าตัวเองต้องโดนถามแต่ก็ลืมไปว่าบริษัทนั้นต้องการจะทดสอบความรู้ความสามารถเราด้วยเราอาจจะเตรียมตัวโดยการฝึกฝนตั้งคำถามขึ้นมาเองหรือเตรียมข้อมูลให้พร้อมกับคำถามที่คิดว่าเราจะโดนถามแน่นอน
6.หลีกเลี่ยงคำถามที่เราไม่มั่นใจ
เมื่อเจอคำถามที่คิดว่าเราไม่สามารถตอบได้ไม่ควรรีบปฎิเสธเพราะจะทำให้เราดูเป็นคนที่หนีปัญหาเราอาจจะใช้การหลีกเลี่ยงโดยการพูดอ้อมๆหรือวิธีใดก็ตามที่เราไม่ต้องปฎิเสธโดยตรง
7.ใช้คำสุภาพในการนำเสนอตัวเอง
ถึงแม้ว่าการสัมภาษณ์คือการแนะนำตัวเราเองให้บริษัทรู้จักแต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตมีสัมมาคารวะเพื่อให้เราดูเป็นคนที่มีมรรยาทจึงไม่ควรใช้คำไม่สุภาพในการตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์เพราะเราไม่รู้ว่าผู้สัมภาษณ์คิดอะไรอยู่เราอาจจะทำให้ตัวเองพลาดงานไปเลยก็ได้
8.ฝึกพูดคนเดียว
การฝึกพูดคนเดียวเป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งเพื่อให้เราเห็นข้อผิดพลาดในการพูดของตัวเองก่อนที่จะลงสนามจริงเราอาจจะใช้วิธีจดบันทึกเล็กๆในใจความสำคัญเพื่อให้เราพูดได้เนื้อหาที่ชัดเจนและไม่นานจนเกินไป
9.ใช้ภาษากายในการช่วยตอบคำถาม
ภาษากายหมายถึงการใช้มือถือสายตาในการสื่อสารแทนคำพูดเพื่อให้ประเด็นที่เรากำลังพูดเป็นที่น่าสนใจขึ้นถ้าเราพูดไปเรื่อยๆอาจจะทำให้ผู้ฟังเบื่อจึงจำเป็นต้องใช้ภาษากายในการเข้ามาช่วยเหลือ
เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
