ทำไมเกรดเฉลี่ยและกิจกรรมระหว่างเรียนจึงสำคัญต่อการสมัครงาน
หลายคนคิดตั้งคำถามว่าเกรดเฉลี่ยและกิจกรรมระหว่างเรียนนั้นสำคัญมากแค่ไหนกันแน่ตอนเรียนในมหาวิทยาลัยหลายคนคงตั้งงคำถามนี้ขึ้นมาในใจแต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจนหรือได้คำตอบที่ไม่ถูกต้องมาหลายคนอาจจะคิดว่าเรียนให้จบก็พอแล้วไม่จำเป็นต้องได้เกรดดีๆกิจกรรมก็ไม่จำเป็นหลายคนคิดแบบนี้หลายคนอาจจะไม่เข้าใจและไม่สามารถถามใครได้อีกด้วยจึงทำให้คำถามนั้นค้างมาตลอด
หลายคนเห็นรุ่นพี่ได้เกรดไม่ดีแต่ได้งานดีๆส่วนรุ่นพี่ที่ได้เกรดดีๆกลับยังไม่มีงานทำยิ่งกิจกรรมไม่ต้องพูดถึงแค่เรียนก็ไม่มีเวลาแล้วยิ่งเป็นนักกิจกรรมแล้วยิ่งทำให้จบช้าเข้าไปอีกอย่างนี้ใครจะเรียนให้จบเกรดสวยๆและเป็นนักกิจกรรมได้อีกด้วยหลายคนจะพบเจอกับสิ่งเหล่านี้มาตลอดในการเรียนมหาลัย
สำหรับคนที่คิดแบบข้อความข้างต้นวันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้วว่าแบบไหนถึงจะถูกต้องและดีที่สุดที่หลายคนถามว่าเกรดเฉลี่ยและกิจกรรมจำเป็นมากแค่ไหนต้องขอบอกว่าสำคัญมากแต่ไม่ใช่ว่าจะสำคัญทั้งหมดยังมีอีกหลายๆอย่างที่ทำให้เราได้งานหรือไม่ได้งานเราอย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อยๆซึ่งนำสู่ความหายนะเราต้องใส่ใจมันให้มากๆแม้ว่ามันจะเล็กแค่ไหนก็ตามเช่นเรื่องการแต่งตัวหรือมรรยาทเรื่องต่างๆ
เกรดเฉลี่ยหรือGPAสำหรับคนที่ต้องการหางานง่ายๆอย่างน้อยต้องมีเกรดเฉลี่ย3.00ขึ้นไปเพราะเมื่อเกรดเราอยู่ในช่วงนี้จะทำให้เราหางานได้งานกว่าแต่ใช่ว่าเกรดเราน้อยกว่านี้จะไม่มีโอกาสได้งานขึ้นอยู่กับความสามารถของเราด้วยถ้าเราเกรดเฉลี่ยสูงแต่เราทำอะไรไม่เป็นเลยไม่นานบริษัทก็ต้องไล่เราออกแต่ถ้าเราเกรดเฉลี่ยไม่สูงมากแต่เราสามารถทำอะไรได้หลายๆอย่างเราจะมีความมั่นคงในการทำงานมากกว่าเห็นได้ว่าเกรดเฉลี่ยเป็นแค่ใบเบิกทางเข้าไปทำงานได้ง่ายแต่ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเราจะทำงานได้ดีตัวที่จะบอกว่าเราทำงานได้ดีคือความขยันและกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลามีความตรงเวลาเสมอเพราะฉะนั้นเกรดเฉลี่ยจึงมีความสำคัญแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นอีกส่วนคือความตั้งใจในการทำงานนั้นเอง
ทำไมจึงใช้เกรดเฉลี่ยในการสมัครงานเพราะว่าเกรดเฉลี่ยนที่อยู่ในระดับต่างๆเป็นตัวบอกว่าเรามีความรับผิดชอบในการเรียนมากแค่ไหนซึ่งเป็นตัวบอกว่าเรามีความรับผิดชอบมากแค่ไหนนายจ้างต้องการคนที่เก่งๆมาทำงานแน่นอนเขาจะดูเกรดเฉลี่ยเป็นอันดับแรกเพราะว่าคงไม่มีใครอยากได้คนไม่เก่งมาทำงานเพราะฉะนั้นเราต้องรักษาเกรดเฉลี่ยของเราให้อยู่ในระดับมาตรฐาน2.50-3.00ก็เป็นอันโอเคถ้ามากกว่านั้นแสดงว่าเก่งมากๆอาจจะไปหางานในบริษัทใหญ่ๆหรือบริษัทต่างชาติดูเพราะบริษัทเหล่านี้จะมีมาตรฐานเกรดเฉลี่ยที่รับอยู่แต่อย่าลืมว่าเราต้องทำงานเป็นด้วยถ้าเราทำงานไปเรื่อยๆอาจจะถูกไล่ออก
กิจกรรมระหว่างเรียนก็เป็นสิ่งที่สำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมดเหมือนกับเกรดเฉลี่ยกิจกรรมเป้นตัวบอกว่าเราสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้หรือไม่มีการเรียนรู้การทำงานเป็นระบบหรือเปล่าการทำงานเป็นทีมซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานในบริษัททั่วไปเพราะต้องมีการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างแน่นอนถ้าเราผ่านกิจกรรมเหล่านี้มาแสดงว่าเรามีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นจึงเป็นสิ่งช่วยให้บริษัทพิจารณาให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นเพราะไม่จำเป็นต้องให้เรามาปรับตัวอีกเพราะเราเคยผ่านมาก่อนแล้ว
เราเลือกงานไม่ใช่งานเลือกเรา
อย่าไปยึดกับคำว่างานเลือกเราไม่ใช่เราเลือกงานเราเองก็มีสิทธิที่จะเลือกงานได้เหมือนกันการสัมภาษณ์งานเป็นช่วงเวลาที่น้ายจ้างและอนาคตลูกจ้างจะได้มาพบปะกันแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ต่างฝ่ายต่างอยากรู้จากอีกฝ่ายด้วยกันซึ่งจะเป็นตัวช่วยตัดสินว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมทำงานร่วมกันหรือไม่เหมือนกับการค้าขายผู้ซื้อต้องเต็มใจซื้อและผู้ขายต้องเต็มใจขายจึงจะทำให้เกิดการค้าขายขึ้นมาได้ไม่มีใครสามารถบังคับใครได้การจ้างงานก็คล้ายๆกันต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่ายถ้านายจ้างสนใจจ้างเราแต่เราไม่อยากทำงานร่วมด้วยการจ้างงานก็จะไม่เกิดขึ้นกลับกันถ้าเราสนใจทำงานแต่นายจ้างไม่ยินดีรับเราการจ้างงานก็ไม่เกิดขึ้นเช่นเดียวกันดังนั้นการสัมภาษณ์งานจึงเป็นโอกาสที่ให้ทั้งสองฝ่ายมาพบปะกันทำความรู้จักซึ่งกันและกันเบื้องต้นเราจะได้รู้ว่างานที่ต้องทำเป็นอย่างและบรรยากาศของบริษัทเป็นอย่างไรฝ่ายนายจ้างก็จะได้รู้นิสัยและลักษณะการทำงานของเราซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์
ฝ่ายลูกจ้างไม่ควรคิดว่าตัวเองเป็นแค่ตัวเลือหนึ่งของงานแต่ต้องคิดว่าเราสามารถเลือกทำงานอะไรก็ได้ที่ความสามารถเรานั้นเหมาะสมเราสามารถปฏิเสธนายจ้างได้ถ้าเราเกิดไม่พอใจในข้อเสนอหรือข้อเสนอนั้นไม่ยุติธรรมไม่เหมาะสมกับความสามารถที่เรามีการสัมภาษณ์งานจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เราจะสอบถามข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับตัวเราให้เราถามสิ่งต่างๆให้ละเอียดให้หายสงสัยในเรื่องต่างๆเพื่อเป็นตัวช่วยในการประกอบการตัดสินใจเข้าทำงาน
โดยปกติแล้วการสัมภาษณ์งานทางบริษัทจะบอกขอบเขตงานที่เราต้องทำให้คุณเข้าใจถึงการทำงานว่าทำอะไรบ้างแล้วก็จะมีช่วงให้คุณถามคำถามในเวลาช่วงนั้นถ้าเรามีข้อสงสัยใดๆก็ตามให้เราถามให้หมดให้ละเอียดในสิ่งที่เราสงสัยหรือต้องการรู้เพราะจะมีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้นอาจจะถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่บริษัทบอกเรามาถือถามเกี่ยวกับบรรยากาศการทำงานเวลาเลิกงานหรือเวลาเริ่มทำงานวัฒนธรรมขององค์กรสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากภายนอกต้องเป็นคนภายในเท่านั้นถึงรู้เป็นต้นแต่ไม่ควรถามจนเกินพอดีเพราะจะกลายเป็นว่าเราเป็นคนสัมภาษณ์งานมากกว่าถูกสัมภาษณ์ถ้าเกิดเรารู้ข้อมูลต่างๆแล้วเราไม่ค่อยชอบหรือไม่ถูกชะตาเราก็สามารถปฏิเสธได้เพียงเลือกใช้คำที่เหมาะสมเช่นขอนำข้อเสนอไปพิจารณาก่อนค่อยมาให้คำตอบเป็นต้นให้บอกเหตุผลเป็นไปตามความเป็นจริงการปฏิเสธไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเกิดเราบอกเหตุผลที่ไม่เป็นความจริงแล้วบริษัทแก้ไขปัญหาให้เพราะเขาอยากได้เรามาทำงานจริงๆจะกลายเป็นว่าบริษัทแก้ไขปัญหาให้เราผิดจุดซึ่งส่งผลเสียต่อเราเอง
ความจริงเป็นสิ่งที่เราสมควรพูดมากกว่าการโกหกหากมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะอะไรให้พูดไปเลยไม่ต้องกลัวเพราะเรามีสิทธิที่จะถามดีกว่าปล่อยให้เราเข้าไปทำงานแล้วยังสงสัยคาใจแต่ไม่โอกาสได้ถามการพูดความจริงทำให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดทำให้สามารถปิดประเด็นได้ไม่เกิดความระแวงหรือสงสัยในอีกฝ่ายเหมือนการซื้อขายถ้าอีกฝ่ายมีข้อสงสัยแต่ไม่ยอมพูดก็จะทำให้การขายล่าช้าจนกระทั่งทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังเมื่อเราฟังรายละเอียดต่างๆแล้วเราเกิดชอบขึ้นมาแต่เราไม่สามารถพูดออกไปได้ว่าชอบงานนี้อยากทำเลือกเราเถอะเราอาจจะใช้การแสดงความสนใจในสิ่งที่เขาพูดเพื่อให้เขารู้ว่าเราสนใจในงานที่เขาพูดมาจะทำให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจว่าเราสนใจในสิ่งที่เขาพูดเมื่อบริษัทถามข้อมูลเราที่เขาอยากรู้เราก็มีสิทธิถามข้อมูลที่เราอยากเหมือนกันและเมื่องานมีสิทธิเลือกเราเราก็มีสิทธิเลือกงานเหมือนกัน
ฝ่ายลูกจ้างไม่ควรคิดว่าตัวเองเป็นแค่ตัวเลือหนึ่งของงานแต่ต้องคิดว่าเราสามารถเลือกทำงานอะไรก็ได้ที่ความสามารถเรานั้นเหมาะสมเราสามารถปฏิเสธนายจ้างได้ถ้าเราเกิดไม่พอใจในข้อเสนอหรือข้อเสนอนั้นไม่ยุติธรรมไม่เหมาะสมกับความสามารถที่เรามีการสัมภาษณ์งานจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เราจะสอบถามข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับตัวเราให้เราถามสิ่งต่างๆให้ละเอียดให้หายสงสัยในเรื่องต่างๆเพื่อเป็นตัวช่วยในการประกอบการตัดสินใจเข้าทำงาน
โดยปกติแล้วการสัมภาษณ์งานทางบริษัทจะบอกขอบเขตงานที่เราต้องทำให้คุณเข้าใจถึงการทำงานว่าทำอะไรบ้างแล้วก็จะมีช่วงให้คุณถามคำถามในเวลาช่วงนั้นถ้าเรามีข้อสงสัยใดๆก็ตามให้เราถามให้หมดให้ละเอียดในสิ่งที่เราสงสัยหรือต้องการรู้เพราะจะมีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้นอาจจะถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่บริษัทบอกเรามาถือถามเกี่ยวกับบรรยากาศการทำงานเวลาเลิกงานหรือเวลาเริ่มทำงานวัฒนธรรมขององค์กรสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากภายนอกต้องเป็นคนภายในเท่านั้นถึงรู้เป็นต้นแต่ไม่ควรถามจนเกินพอดีเพราะจะกลายเป็นว่าเราเป็นคนสัมภาษณ์งานมากกว่าถูกสัมภาษณ์ถ้าเกิดเรารู้ข้อมูลต่างๆแล้วเราไม่ค่อยชอบหรือไม่ถูกชะตาเราก็สามารถปฏิเสธได้เพียงเลือกใช้คำที่เหมาะสมเช่นขอนำข้อเสนอไปพิจารณาก่อนค่อยมาให้คำตอบเป็นต้นให้บอกเหตุผลเป็นไปตามความเป็นจริงการปฏิเสธไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเกิดเราบอกเหตุผลที่ไม่เป็นความจริงแล้วบริษัทแก้ไขปัญหาให้เพราะเขาอยากได้เรามาทำงานจริงๆจะกลายเป็นว่าบริษัทแก้ไขปัญหาให้เราผิดจุดซึ่งส่งผลเสียต่อเราเอง
ความจริงเป็นสิ่งที่เราสมควรพูดมากกว่าการโกหกหากมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะอะไรให้พูดไปเลยไม่ต้องกลัวเพราะเรามีสิทธิที่จะถามดีกว่าปล่อยให้เราเข้าไปทำงานแล้วยังสงสัยคาใจแต่ไม่โอกาสได้ถามการพูดความจริงทำให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดทำให้สามารถปิดประเด็นได้ไม่เกิดความระแวงหรือสงสัยในอีกฝ่ายเหมือนการซื้อขายถ้าอีกฝ่ายมีข้อสงสัยแต่ไม่ยอมพูดก็จะทำให้การขายล่าช้าจนกระทั่งทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังเมื่อเราฟังรายละเอียดต่างๆแล้วเราเกิดชอบขึ้นมาแต่เราไม่สามารถพูดออกไปได้ว่าชอบงานนี้อยากทำเลือกเราเถอะเราอาจจะใช้การแสดงความสนใจในสิ่งที่เขาพูดเพื่อให้เขารู้ว่าเราสนใจในงานที่เขาพูดมาจะทำให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจว่าเราสนใจในสิ่งที่เขาพูดเมื่อบริษัทถามข้อมูลเราที่เขาอยากรู้เราก็มีสิทธิถามข้อมูลที่เราอยากเหมือนกันและเมื่องานมีสิทธิเลือกเราเราก็มีสิทธิเลือกงานเหมือนกัน
เขียนจดหมายสมัครงานให้เป็นที่สนใจ
ก่อนอื่นเรามารู้จักจดหมายนำกันก่อนจดหมายนำนั้นเหมือนกับจดหมายที่เป็นทางการทั่วไปมีชื่อและที่อยู่ของผู้มาสมัครงานวันที่ชื่อของผู้ที่อำนาจในการตัดสินใจรับใบสมัครส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงเช่นผู้จัดการหรือเจ้าของบริษัทเป็นต้นในกรณีที่บริษัทไม่ใหญ่มากเนื้อหาของจดหมายไม่ควรมีความยาวมากเกิน1หน้าA4เราไม่จำเป็นต้องใส่รายละเอียดให้มากเพียงแค่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้นเพราะว่ารายละเอียดจะไปอยู่ในResumeหมดแล้วทั้งหมดแล้วจดหมายนำต้องมีอะไรบ้างที่จะทำให้เราได้ถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์งานมีดังต่อไปนี้ชื่อนามสกุลที่อยู่เบอร์ติดต่ออย่างน้อยสองเบอร์และตำแหน่งที่สนใจสมัครทุกสิ่งข้างต้นต้องเขียนให้ชัดเจนมองเห็นได้ง่ายเพราะเป็นเอกสารชุดแรกที่บริษัทจะได้รับจากเราแล้วต้องลงลายเซ็นต์กำกับด้วยในตอนท้ายของจดหมายก่อนส่งเอกสารต้องตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบเสมอเพื่อป้องกันความผิดพลาดเล็กน้อยๆที่จะเกิดขึ้น
สิ่งทีหลายคนผิดพลาดในการส่งจดหมายอย่างมากที่สุดคือการเขียนชื่อบริษัทผิดเป็นเรื่องที่ไม่ให้น่าอภัยอย่างมากเพราะแม้กระทั่งชื่อบริษัทยังเขียนผิดแล้วการทำงานจะทำผิดพลาดมากแค่ไหนไม่ว่าเราจะเขียนด้วยมือหรือพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์เราต้องใช้กระดาษA4เสมอไม่ควรใช้กระดาษรีไซเคิลเด็ดขาดเพราะเป็นเอกสารสำคัญรวมทั้งหลักฐานต่างๆทั้งสำเนาบัตรประชาชนสำเนาทะเบียนบ้านก็ต้องเซ็นต์กำกับอีกด้วยและสีของกระดาษควรจะเป็นสีขาวและสิ่งที่ต้องระวังคือกระดาษขาดยับหรือเปียกน้ำเพราะจะทำให้เอกสารเราดูไม่เรียบร้อยและอาจจะทำให้ข้อมูลบางอย่างขาดหายไปเราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเราไม่ได้ทำงานศิลปะส่งอาจารย์จึงไม่จำเป็นต้องใส่สีสันหรือลวดลายลงไปในจดหมายสมัครงานเว้นแต่ว่าบริษัทจะขอผลงานตัวอย่างของเราเพื่อประกอบการพิจารณาเราก็ต้องมีส่วนที่แสดงผลงานแนบไปด้วยแต่ถ้าเป็นตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้เราไม่ควรจะตกแต่งลวดลายหรือสีสันเพิ่มเติมเด็ดขาดเพราะจะทำให้บริษัทเข้าใจผิดคิดว่าเรามาส่งผลงานประกวดมากกว่ามาส่งจดหมายสมัครงานสำหรับResumeและจดหมายเราต้องทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเมื่อเราไปสมัครงานบริษัทคนไทยเราก็ใช้ภาษาไทยส่งไปส่วนถ้าเราไปสมัครบริษัทต่างชาติเราก็ใช้ภาษาอังกฤษส่งไปทั้งนี้เราไม่ควรส่งผิดเด็ดขาดเพราะถ้าเราส่งผิดแล้วบริษัทเห้นว่าผิดเขาอาจจะทิ้งจดหมายนั้นไปเลยก็ได้
รูปถ่ายสำคัญมากแค่ไหนรูปถ่ายเป็นหลักฐานการสมัครงานอีกอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งเมื่อresumeเป็นการบอกตัวตนคุณรูปถ่ายก็คือการบอกหน้าตาคุณการส่งรูปถ่ายขึ้นอยู่กับว่าบริษัทกำหนดให้ส่งไปเท่าไหร่ที่เป็นที่นิยมคือการติดกาวแนบไปกับใบสมัครหรือจะใช้วิธีสแกนก็ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดคือมุมขวาบนต้องอย่าลืมติดรูปถ่ายด้วยถ้าเราใส่ไปเฉยๆในซองอาจจะทำให้รูปถ่ายของเราสูญหายก็ได้ทางที่ดีควรเย็บติดหรือติดกาวเลยยิ่งดีรูปถ่ายสีหรือรูปถ่ายขาวดำนั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นกำหนดมาหรือไม่ว่าต้องการแบบใดทั้งนี้รูปถ่ายสีจะเป็นที่นิยมมากกว่าเพราะว่าทำให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนมากยิ่งกว่าและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือไม่ควรแต่งรูปจนมากเกินไปถ้าเป็นตำแหน่งงานที่ไม่ได้ใช้หน้าตาในการทำงานก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าตำแหน่งงานที่ใช้หน้าตาทำงานเช่นพริ้ตตี้หรือประชาสัมพันธ์การส่งรูปถ่ายที่ใกล้เคียงกับตัวจริงมากที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะรูปถ่ายจะเป็นสิ่งทีพิจารณาอีกอย่างหนึ่งสำหรับงานในตำแหน่งเหล่านี้
สุดท้ายคือการเตรียมส่งเอกสารทั้งหมดเราต้องตรวจสอบให้ดีว่ามีอะไรผิดพลาดคือขาดหายหรือไม่ก่อนที่จะส่งไปให้บริษัทเพราะเมื่อส่งไปแล้วเราไม่สามารถขอคืนได้อีกและต้องจัดเรียงเอกสารให้ตรงตามที่บริษัทกำหนดมาเพื่องานต่อการนำไปใช้เย็บเอกสารต่างๆให้เรียบร้อยป้องกันการสูญหายของเอกสารชิ้นใดชิ้นหนึ่งเมื่อถูกนำมาใช้พิจารณาและที่สำคัญไม่ควรใช้ซองที่ทำให้เอกสารภายในเสียหายหรือพับกันจนเอกสารเสียหายสุดท้ายคิดแสตมป์ตามไปรณีย์และต้องชำระค่าส่งด้วยไม่เช่นนั้นไปรณีย์จะไปเก้บที่บริษัทซึ่งจะทำให้เราดูไม่ดีตั้งแต่แรก
สิ่งทีหลายคนผิดพลาดในการส่งจดหมายอย่างมากที่สุดคือการเขียนชื่อบริษัทผิดเป็นเรื่องที่ไม่ให้น่าอภัยอย่างมากเพราะแม้กระทั่งชื่อบริษัทยังเขียนผิดแล้วการทำงานจะทำผิดพลาดมากแค่ไหนไม่ว่าเราจะเขียนด้วยมือหรือพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์เราต้องใช้กระดาษA4เสมอไม่ควรใช้กระดาษรีไซเคิลเด็ดขาดเพราะเป็นเอกสารสำคัญรวมทั้งหลักฐานต่างๆทั้งสำเนาบัตรประชาชนสำเนาทะเบียนบ้านก็ต้องเซ็นต์กำกับอีกด้วยและสีของกระดาษควรจะเป็นสีขาวและสิ่งที่ต้องระวังคือกระดาษขาดยับหรือเปียกน้ำเพราะจะทำให้เอกสารเราดูไม่เรียบร้อยและอาจจะทำให้ข้อมูลบางอย่างขาดหายไปเราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเราไม่ได้ทำงานศิลปะส่งอาจารย์จึงไม่จำเป็นต้องใส่สีสันหรือลวดลายลงไปในจดหมายสมัครงานเว้นแต่ว่าบริษัทจะขอผลงานตัวอย่างของเราเพื่อประกอบการพิจารณาเราก็ต้องมีส่วนที่แสดงผลงานแนบไปด้วยแต่ถ้าเป็นตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้เราไม่ควรจะตกแต่งลวดลายหรือสีสันเพิ่มเติมเด็ดขาดเพราะจะทำให้บริษัทเข้าใจผิดคิดว่าเรามาส่งผลงานประกวดมากกว่ามาส่งจดหมายสมัครงานสำหรับResumeและจดหมายเราต้องทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเมื่อเราไปสมัครงานบริษัทคนไทยเราก็ใช้ภาษาไทยส่งไปส่วนถ้าเราไปสมัครบริษัทต่างชาติเราก็ใช้ภาษาอังกฤษส่งไปทั้งนี้เราไม่ควรส่งผิดเด็ดขาดเพราะถ้าเราส่งผิดแล้วบริษัทเห้นว่าผิดเขาอาจจะทิ้งจดหมายนั้นไปเลยก็ได้
รูปถ่ายสำคัญมากแค่ไหนรูปถ่ายเป็นหลักฐานการสมัครงานอีกอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งเมื่อresumeเป็นการบอกตัวตนคุณรูปถ่ายก็คือการบอกหน้าตาคุณการส่งรูปถ่ายขึ้นอยู่กับว่าบริษัทกำหนดให้ส่งไปเท่าไหร่ที่เป็นที่นิยมคือการติดกาวแนบไปกับใบสมัครหรือจะใช้วิธีสแกนก็ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดคือมุมขวาบนต้องอย่าลืมติดรูปถ่ายด้วยถ้าเราใส่ไปเฉยๆในซองอาจจะทำให้รูปถ่ายของเราสูญหายก็ได้ทางที่ดีควรเย็บติดหรือติดกาวเลยยิ่งดีรูปถ่ายสีหรือรูปถ่ายขาวดำนั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นกำหนดมาหรือไม่ว่าต้องการแบบใดทั้งนี้รูปถ่ายสีจะเป็นที่นิยมมากกว่าเพราะว่าทำให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนมากยิ่งกว่าและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือไม่ควรแต่งรูปจนมากเกินไปถ้าเป็นตำแหน่งงานที่ไม่ได้ใช้หน้าตาในการทำงานก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าตำแหน่งงานที่ใช้หน้าตาทำงานเช่นพริ้ตตี้หรือประชาสัมพันธ์การส่งรูปถ่ายที่ใกล้เคียงกับตัวจริงมากที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะรูปถ่ายจะเป็นสิ่งทีพิจารณาอีกอย่างหนึ่งสำหรับงานในตำแหน่งเหล่านี้
สุดท้ายคือการเตรียมส่งเอกสารทั้งหมดเราต้องตรวจสอบให้ดีว่ามีอะไรผิดพลาดคือขาดหายหรือไม่ก่อนที่จะส่งไปให้บริษัทเพราะเมื่อส่งไปแล้วเราไม่สามารถขอคืนได้อีกและต้องจัดเรียงเอกสารให้ตรงตามที่บริษัทกำหนดมาเพื่องานต่อการนำไปใช้เย็บเอกสารต่างๆให้เรียบร้อยป้องกันการสูญหายของเอกสารชิ้นใดชิ้นหนึ่งเมื่อถูกนำมาใช้พิจารณาและที่สำคัญไม่ควรใช้ซองที่ทำให้เอกสารภายในเสียหายหรือพับกันจนเอกสารเสียหายสุดท้ายคิดแสตมป์ตามไปรณีย์และต้องชำระค่าส่งด้วยไม่เช่นนั้นไปรณีย์จะไปเก้บที่บริษัทซึ่งจะทำให้เราดูไม่ดีตั้งแต่แรก
ทำอย่างไรเมื่อตื่นเต้นตอนเข้าห้องสัมภาษณ์งาน
สำหรับคนท่ไม่เคยสัมภาษณ์งานมาก่อนต้องมีความกลัวเป็นธรรมดากลัวว่าจะอะไรผิดหรือทำอะไรที่ทำให้ไม่ถูกเลือกรับเข้าทำงานจึงทำให้เกิดความประหม่ากลายเป็นเรื่องใหญ่โตเพราะบางครั้งทำให้เกิดการพูดติดๆขัดๆหรือพูดอะไรไม่ออกทำให้การสัมภาษณ์งานนั้นล้มเหลวแตกต่างจากคนที่เคยสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายๆครั้งความประหม่าและความตื่นเต้นนั้นจะหายไปเพราะเกิดความเคยชินกับการสัมภาษณ์งานแล้วและยังจับทางของผู้สัมภาษณ์ได้อีกด้วยว่าจะถามอะไรและทดสอบอะไรสำหรับผู้ที่ไม่เคยสัมภาษณ์งานมาก่อนแน่นอนว่าความกลัวที่จะผิดพลาดนั้นมีได้ทุกคนแต่ทำไมเราไม่ลองตั้งสติและมองว่ามันเป็นแค่การพูดคุยระหว่างเพื่อนกันดูละแต่ต้องตั้งอยู่บนความสุภาพด้วยนะไม่ใช่ใส่อารมณ์จนเกินไปทำให้ดูเหมือนว่าเราไม่ให้เกียรติผู้สัมภาษณ์ทั้งนี้เราต้องดูสถานการณ์ด้วยว่าตอนไหนควรพูดจริงจังตอนไหนควรพูดเล่นและไม่ควรพูดจนยืดยาวเกินไปเพราะจะทำให้น่าเบื่อ
เมื่อเรารู้สึกว่าเรากลัวหรือประหม่าให้เรานึกย้อนกลับไปว่าก่อนที่เราจะถึงด่านสุดท้ายคือการสัมภาษณ์งานนั้นเราผ่านอะไรมาบ้างเรียนมาหนักแค่ไหนกว่าจะจบและต้องตะเวนหางานส่งใบสมัครงานไม่รู้กี่ร้อยใบจนถูกเรียกมาสัมภาษณ์เราจะยอมแพ้หรือเหลือเพียงแค่ด่านสุดท้ายคือการสัมภาษณ์งานเท่านั้นเองเราต้องสู้ต้องพยายามสิ่งไหนที่เรากลัวขจัดมันออกไปให้หมดเหลือแต่ความกล้าและความมุ่งมั่นเท่านั้นการสัมภาษณ์งานนั้นมีอยู่หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งงานนั้นมีความสำคัญมากเพียงใดเราต้องเอาชนะและผ่านการสัมภาษณ์งานนี้ไปให้ได้ไม่ว่าจะยากสักเพียงใดแต่คงไม่ยากเกินความพยายามของเรา
การสัมภาษณ์งานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
ผู้สัมภาษณ์1คนกับผู้ถูกสัมภาษณ์อีก1คนเป็นการสัมภาษณ์ที่นิยมอย่างมากกับงานในตำแหน่งเริ่มต้นซึ่งความน่ากลัวมีไม่มากเท่าไหร่ถ้าเราสามารถคุมสถานการณ์ได้เราก็ผ่านได้อย่างง่ายดายแต่ข้อเสียของการสัมภาษณ์แบบนี้คือมีผู้สัมภาษณ์หรือผู้ตัดสินว่าเราได้รับเลือกเข้าทำงานหรือไม่เพียงคนเดียวถ้าเกิดเขาไม่ชอบคำตอบของเราหรือมีอคติกับเราเราก็หมดโอกาสแทบจะในทันทีเพราะไม่มีใครมาเเย้งเพราะมีผู้ตัดสินเพียงคนเดียว
การสัมภาษณ์งานแบบสองต่อหนึ่งหรือสามต่อหนึ่ง
ผู้สัมภาษณ์1คนกับผู้ถูกสัมภาษณ์อีก2คนหรือ3คนเป็นการสัมภาษณ์งานในตำแหน่งที่มีการแข่งขันสูงขึ้นมาอีกเพราะว่าบริษัทจะเรียกผู้สมัครสองหรือสามคนมาพร้อมกันและตั้งคำถามเพื่อดูทัศนคติและการแก้ปัญหาเพื่อหาคนที่เหมาะสมที่สุดหรือจะเป็นผู้สัมภาษณ์2คนหรือ3คนกับผู้ถูกสัมภาษณ์อีก1คนเพื่อให้เกิดความคิดเห็นต่างๆแล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกันว่าควรรับเข้าทำงานหรือไม่เป็นข้อดีของการสัมภาษณ์แบบนี้แต่ข้อเสียก็มีคือความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเราถูกหลายๆคำถามในเวลาเดียวกันทำให้บางคนถึงกับตอบคำถามไม่ถูกและทำให้ไม่ถูกเลือกรับเข้าทำงานก็มี
การสัมภาษณ์งานแบบสามต่อกลุ่มหรือมากกว่านั้น
มักใช้กับการสัมภาษณ์งานที่รับคนในจำนวนมากโดยเรียกผู้สมัครเข้ามาในวันเดียวกันและจัดกลุ่มเพื่อเรียกสัมภาษณ์การสัมภาษณ์แบบมีทำให้มีความประหม่าน้อยลงแต่การแข่งขันจะสูงมากยิ่งขึ้นเพราะเราต้องแสดงความสามารถให้โดดเด่นที่สุดส่วนใหญ่แล้วการสัมภาษณ์แบบนี้จะเป็นการคัดพนักงานเข้าประจำสาขาต่างๆว่าเหมาะสมกับลักษณะงานประเภทไหนมากกว่าการคัดผู้สมัครออก
ไม่ว่าเราจะกลัวประหม่าหรือสั่นแค่ไหนเพียงแค่เรามีความเป็นตัวของตัวเองและมีสติตั้งใจตอบคำถามที่ผู้สัมภาษณ์ถามไม่พูดนอกประเด็นก็จะทำให้เราได้รับเลือกเข้าเป็นหนึ่งในพนักงานอย่างแน่นอนความกลัวเกิดขึ้นได้กับทุกคนเราต้องหมั่นฝึกฝนเอาชนะความกลัวนั้นๆเพื่อให้เราเข้มแข็งและสามารถยืนหยัดสู้สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้จงอย่ากลัวที่จะทำอะไรใหม่ๆเพราะนั้นจะทำให้แข็งแกร่งมากขึ้น
เมื่อเรารู้สึกว่าเรากลัวหรือประหม่าให้เรานึกย้อนกลับไปว่าก่อนที่เราจะถึงด่านสุดท้ายคือการสัมภาษณ์งานนั้นเราผ่านอะไรมาบ้างเรียนมาหนักแค่ไหนกว่าจะจบและต้องตะเวนหางานส่งใบสมัครงานไม่รู้กี่ร้อยใบจนถูกเรียกมาสัมภาษณ์เราจะยอมแพ้หรือเหลือเพียงแค่ด่านสุดท้ายคือการสัมภาษณ์งานเท่านั้นเองเราต้องสู้ต้องพยายามสิ่งไหนที่เรากลัวขจัดมันออกไปให้หมดเหลือแต่ความกล้าและความมุ่งมั่นเท่านั้นการสัมภาษณ์งานนั้นมีอยู่หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งงานนั้นมีความสำคัญมากเพียงใดเราต้องเอาชนะและผ่านการสัมภาษณ์งานนี้ไปให้ได้ไม่ว่าจะยากสักเพียงใดแต่คงไม่ยากเกินความพยายามของเรา
การสัมภาษณ์งานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
ผู้สัมภาษณ์1คนกับผู้ถูกสัมภาษณ์อีก1คนเป็นการสัมภาษณ์ที่นิยมอย่างมากกับงานในตำแหน่งเริ่มต้นซึ่งความน่ากลัวมีไม่มากเท่าไหร่ถ้าเราสามารถคุมสถานการณ์ได้เราก็ผ่านได้อย่างง่ายดายแต่ข้อเสียของการสัมภาษณ์แบบนี้คือมีผู้สัมภาษณ์หรือผู้ตัดสินว่าเราได้รับเลือกเข้าทำงานหรือไม่เพียงคนเดียวถ้าเกิดเขาไม่ชอบคำตอบของเราหรือมีอคติกับเราเราก็หมดโอกาสแทบจะในทันทีเพราะไม่มีใครมาเเย้งเพราะมีผู้ตัดสินเพียงคนเดียว
การสัมภาษณ์งานแบบสองต่อหนึ่งหรือสามต่อหนึ่ง
ผู้สัมภาษณ์1คนกับผู้ถูกสัมภาษณ์อีก2คนหรือ3คนเป็นการสัมภาษณ์งานในตำแหน่งที่มีการแข่งขันสูงขึ้นมาอีกเพราะว่าบริษัทจะเรียกผู้สมัครสองหรือสามคนมาพร้อมกันและตั้งคำถามเพื่อดูทัศนคติและการแก้ปัญหาเพื่อหาคนที่เหมาะสมที่สุดหรือจะเป็นผู้สัมภาษณ์2คนหรือ3คนกับผู้ถูกสัมภาษณ์อีก1คนเพื่อให้เกิดความคิดเห็นต่างๆแล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกันว่าควรรับเข้าทำงานหรือไม่เป็นข้อดีของการสัมภาษณ์แบบนี้แต่ข้อเสียก็มีคือความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเราถูกหลายๆคำถามในเวลาเดียวกันทำให้บางคนถึงกับตอบคำถามไม่ถูกและทำให้ไม่ถูกเลือกรับเข้าทำงานก็มี
การสัมภาษณ์งานแบบสามต่อกลุ่มหรือมากกว่านั้น
มักใช้กับการสัมภาษณ์งานที่รับคนในจำนวนมากโดยเรียกผู้สมัครเข้ามาในวันเดียวกันและจัดกลุ่มเพื่อเรียกสัมภาษณ์การสัมภาษณ์แบบมีทำให้มีความประหม่าน้อยลงแต่การแข่งขันจะสูงมากยิ่งขึ้นเพราะเราต้องแสดงความสามารถให้โดดเด่นที่สุดส่วนใหญ่แล้วการสัมภาษณ์แบบนี้จะเป็นการคัดพนักงานเข้าประจำสาขาต่างๆว่าเหมาะสมกับลักษณะงานประเภทไหนมากกว่าการคัดผู้สมัครออก
ไม่ว่าเราจะกลัวประหม่าหรือสั่นแค่ไหนเพียงแค่เรามีความเป็นตัวของตัวเองและมีสติตั้งใจตอบคำถามที่ผู้สัมภาษณ์ถามไม่พูดนอกประเด็นก็จะทำให้เราได้รับเลือกเข้าเป็นหนึ่งในพนักงานอย่างแน่นอนความกลัวเกิดขึ้นได้กับทุกคนเราต้องหมั่นฝึกฝนเอาชนะความกลัวนั้นๆเพื่อให้เราเข้มแข็งและสามารถยืนหยัดสู้สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้จงอย่ากลัวที่จะทำอะไรใหม่ๆเพราะนั้นจะทำให้แข็งแกร่งมากขึ้น
เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งาน
สิ่งที่เราจำเป็นต้องทราบเป็นสิ่งแรกสำหรับการสัมภาษณ์งานเลยคือตำแหน่งงานที่เราสมัครงานวันเวลาที่ตั้งของบริษัทที่เราสมัครงานไว้และก่อนไปสัมภาษณ์งานเราควรติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเพราะบางทีบริษัทต้องการเอกสารบางอย่างจากเราซึ่งถ้าเราไม่มีให้ก็อาจจะทำบริษัทมองว่าเราไม่เตรียมพร้อมที่จะสัมภาษณ์งานเพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปสัมภาษณ์งานต้องเตรียมเอกสารต่างๆไปสำรองเสมอการสมัครงานผ่านทางอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่แล้วต้องเตรียมเอกสารไปให้ทั้งหมดเพราะบริษัทจะได้รับแค่resumeของเราเท่านั้นสำหรับคนที่ส่งเป็นจดหมายไปในการสมัครงานอาจจะไม่ต้องเตรียมเอกสารอะไรเพิ่มเติมยกเว้นแต่ว่าบริษัทต้องการเอกสารอะไรเพิ่มเติมซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องชี้แจ้งเราก่อนที่เราจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์งานเช่นเอกสารเกี่ยวกับงานที่เคยทำงานก่อนรูปถ่ายและก่อนที่เราจะไปสัมภาษณ์งานเราต้องสอบถามบริษัทด้วยว่ามีการทดสอบอะไรเพิ่มเติมหรือไม่เพื่อให้เราได้เตรียมตัวก่อนเริ่มสัมภาษณ์งานบางครั้งบริษัทก็ไม่ได้แจ้งให้เราทราบเราจึงจำเป็นต้องสอบถามด้วยตัวเองเช่นเราไปสมัครงานเป็นวิศวกรบริษัทอาจจะมีการทดสอบที่วัดความรู้การคำนวณเราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมการทดสอบไม่ใช่การทดสอบแบบยากเย็นแต่เป้นการทดสอบแบบพื้นฐานในเรื่องที่ควรรู้เป็นต้นคุณควรถามให้ละเอียดเพื่อให้เราพร้อมกับการทดสอบนั้นๆอาจจะมีการทดสอบที่เราไม่ถนัดเราจึงจำเป็นต้องทราบก่อนว่ามีการทดสอบอะไรบ้าง
การที่เรากล้าสอบทราบข้อมูลไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะว่าถ้าเราทราบแล้วบริษัทสามารถบอกได้ก็จะกลายเป็นว่าเราได้เปรียบคนอื่นที่มาสัมภาษณ์แต่บางทีบริษัทก็ปกปิดข้อมูลเป็นความลับเพื่อให้การทดสอบมีความเท่าเทียมกันแต่ถ้าเรากล้าถามก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรแถมยังได้ประโยชน์อีกด้วยถ้าบริษัทบอกข้อมูลนั้นแก่เราอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้รายละเอียดของงานที่เราสมัครไปในระดับหนึ่งบริษัทไม่ได้คาดหวังให้เรารู้รายละเอียดทั้งหมดแค่ให้เราบอกว่าเรารู้หรือเปล่าว่างานนี้เกี่ยวข้องกับอะไรและต้องทำอะไรบ้างซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากจนเกินไปเราอาจจะหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาก่อนที่จะสัมภาษณ์งานรวมทั้งเราต้องรู้ข้อมูลที่สำคัญของบริษัทบางส่วนด้วยเช่นบริษัทมีชื่อเสียงในเรื่องอะไรมีผลงานอะไรบ้างที่โดดเด่นยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆเรื่องพวกนี้สามารถค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมายไม่เหมือนกับบริษัทเล็กๆเพราะการหาข้อมูลของบริษัทนั้นจะยากมากถ้าไม่เข้าไปสอบถามกับบริษัทโดยตรงเพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ค่อยมีชื่อเสียงจึงไม่ปรากฏชื่อบริษัทในอินเทอร์เน็ตมากเท่าไรเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่เราซึ่งจะเป็นหนึ่งในพนักงานของบริษัทต้องรู้เรื่องราวต่างๆขอบริษัทพอที่จะเล่าให้คนอื่นฟังได้เมื่อมีการสอบถามเราซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านี้ทำให้บริษัทเรามีชื่อเสียงมากขึ้นเพราะคนที่เราเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบริษัทของเราเขาก็สามารถนำไปเล่าต่อกับคนอื่นๆได้อีกมากมายเป็นการบอกปากต่อปากนั้นเองข้อมูลต่างๆของบริษัทเราสามารถหาได้จากอินเทอร์เน็ตซึ่งมีดังนี้
หาข้อมูลบริษัทจากอินเทอร์เน็ต
1.เว็บไซต์ของบริษัท
บางบริษัทที่ต้องการติดต่อกับลูกค้าได้ง่ายๆก็จะมีการลงทุนสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเป็นการนำเสนอตัวบริษัทว่ามีผลงานอะไรบ้างทำเกี่ยวกับอะไรบ้างรวมทั้งยังมีการบอกประวัติความเป็นมาของบริษัทยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆก็จะมีเว็บไซต์ที่ใหญ่เกี่ยวทั้งข้อมูลต่างๆมากมายให้เราศึกษาอีกด้วย
2.Search Engineต่างๆ
จะเป็นการพิมพ์ชื่อบริษัทลงไปถ้าบริษัทนั้นมีผลงานหรือกิจกรรมอะไรก็จะแสดงผลขึ้นมาทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทมีการสร้างผลงานไว้มากน้อยแค่ไหนอีกทั้งยังมีการโฆษณาเพื่อให้บริษัทเป็นที่สนใจโดยยกความสำเร็จของบริษัทขึ้นมาเป็นจุดในการโฆษณาอีกด้วย
การที่เรากล้าสอบทราบข้อมูลไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะว่าถ้าเราทราบแล้วบริษัทสามารถบอกได้ก็จะกลายเป็นว่าเราได้เปรียบคนอื่นที่มาสัมภาษณ์แต่บางทีบริษัทก็ปกปิดข้อมูลเป็นความลับเพื่อให้การทดสอบมีความเท่าเทียมกันแต่ถ้าเรากล้าถามก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรแถมยังได้ประโยชน์อีกด้วยถ้าบริษัทบอกข้อมูลนั้นแก่เราอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้รายละเอียดของงานที่เราสมัครไปในระดับหนึ่งบริษัทไม่ได้คาดหวังให้เรารู้รายละเอียดทั้งหมดแค่ให้เราบอกว่าเรารู้หรือเปล่าว่างานนี้เกี่ยวข้องกับอะไรและต้องทำอะไรบ้างซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากจนเกินไปเราอาจจะหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาก่อนที่จะสัมภาษณ์งานรวมทั้งเราต้องรู้ข้อมูลที่สำคัญของบริษัทบางส่วนด้วยเช่นบริษัทมีชื่อเสียงในเรื่องอะไรมีผลงานอะไรบ้างที่โดดเด่นยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆเรื่องพวกนี้สามารถค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมายไม่เหมือนกับบริษัทเล็กๆเพราะการหาข้อมูลของบริษัทนั้นจะยากมากถ้าไม่เข้าไปสอบถามกับบริษัทโดยตรงเพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ค่อยมีชื่อเสียงจึงไม่ปรากฏชื่อบริษัทในอินเทอร์เน็ตมากเท่าไรเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่เราซึ่งจะเป็นหนึ่งในพนักงานของบริษัทต้องรู้เรื่องราวต่างๆขอบริษัทพอที่จะเล่าให้คนอื่นฟังได้เมื่อมีการสอบถามเราซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านี้ทำให้บริษัทเรามีชื่อเสียงมากขึ้นเพราะคนที่เราเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบริษัทของเราเขาก็สามารถนำไปเล่าต่อกับคนอื่นๆได้อีกมากมายเป็นการบอกปากต่อปากนั้นเองข้อมูลต่างๆของบริษัทเราสามารถหาได้จากอินเทอร์เน็ตซึ่งมีดังนี้
หาข้อมูลบริษัทจากอินเทอร์เน็ต
1.เว็บไซต์ของบริษัท
บางบริษัทที่ต้องการติดต่อกับลูกค้าได้ง่ายๆก็จะมีการลงทุนสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเป็นการนำเสนอตัวบริษัทว่ามีผลงานอะไรบ้างทำเกี่ยวกับอะไรบ้างรวมทั้งยังมีการบอกประวัติความเป็นมาของบริษัทยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆก็จะมีเว็บไซต์ที่ใหญ่เกี่ยวทั้งข้อมูลต่างๆมากมายให้เราศึกษาอีกด้วย
2.Search Engineต่างๆ
จะเป็นการพิมพ์ชื่อบริษัทลงไปถ้าบริษัทนั้นมีผลงานหรือกิจกรรมอะไรก็จะแสดงผลขึ้นมาทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทมีการสร้างผลงานไว้มากน้อยแค่ไหนอีกทั้งยังมีการโฆษณาเพื่อให้บริษัทเป็นที่สนใจโดยยกความสำเร็จของบริษัทขึ้นมาเป็นจุดในการโฆษณาอีกด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
