หางาน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หาคนทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หาคนทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

เทคนิคแก้ง่วงในระหว่างการทำงาน

ทุกคนต้องเคยประสบปัญหานี้อย่างแน่นอนการง่วงระหว่างการทำงานสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนจนเราอยากจะหลับซะตรงนั้นแต่ก็ทำไม่ได้เพราะกลัวเจ้านายมาเห็นเข้าจะถูกตำหนิเอาได้เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมานำเสนอวิธีแก้ง่วงระหว่างการทำงานให้คุณกัน
พักสายตา
เป็นอีกวิธีที่ใช้กันได้ทั่วไปและนิยมใช้ในหมู่พนักงานที่ใช้คอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลาวิธีคือ
1.กวาดสายตาไปรอบๆระหว่างการทำงานอาจจะทุก30นาทีเพื่อให้สายตาได้พักผ่อนจะได้ไม่จ้องจอคอมพิวเตอร์นานจนเกินไปซึ่งอาจจะส่งผลให้สายตาล้า
2.มองไปที่ไกลๆอาจจะมองออกไปทางหน้าต่างโดยพยายามมองที่ไกลๆเป็นวิธีในการให้สายตาที่เหนื่อยล้าจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์ได้มองอย่างอื่นบ้าง
3.หลับตาสัก5-10นาทีระหว่างการทำงานไม่ใช่การแอบหลับแต่เป็นการให้สายได้พักผ่อนจากการใช้งานมากๆซึ่งส่งผลช่วยถนอมสายตาของเรา

ยืดเส้นยืดสาย
ในระหว่างการทำงานอาจจะเกิดความเมื่อยล้าซึ่งส่งผลให้ง่วงนอนการยืดเส้นยืดสายจะช่วยให้เราหายง่วงได้เพราะเป็นการไปกระตุ้นร่างกายให้เคลื่อนไหวท่าในการยืดเส้นยืดสายระหว่างการทำงานก็มีอยู่มากมายทั้งบนเก้าอี้หรือระหว่างยืนซึ่งค้นหาได้ตามอินเทอร์เน็ตทั่วไป

ฟังเพลง
ใช้หูฟังสบายๆและเลือกเพลงที่คิดว่าจะกระตุ้นเราไม่ให้หลับไม่ควรจะฟังเพลงผ่านลำโพงเพราะอาจจะรบกวนเพื่อนร่วมงานมีงานวิจัยออกมาว่าการฟังเพลงระหว่างทำงานช่วยให้เกิดสมาธิในการทำงานและงานที่ได้ออกมานั้นมีคุณภาพสูงแต่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลบางคนต้องการที่เงียบๆเพื่อให้เกิดสมาธิเราก็ควรจะรู้ตัวเองว่าเราเป็นแบบไหน

ลุกจากโต๊ะทำงาน
ในระหว่างการทำงานเราอาจจะลุกเดินไปมาอาจจะไปเข้าห้องน้ำหรือเดินไปคุยกับเพื่อนร่วมงานเพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวเป็นการแก้ง่วงอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลสูงแต่ไม่ควรจะลุกบ่อยจนเกินไปเพราะอาจจะรบกวนเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆจากการวิจัยพบว่าการเดินเป็นเวลา10-20นาทีช่วยเพิ่มพลังงานในการทำงานได้ส่งผลให้การทำงานนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล้างหน้าล้างตา
ถ้าเกิดคุณง่วงระหว่างการทำงานคุณอาจจะลุกไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นการล้างหน้าล้างตาจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นร่างกายให้กำลังในการทำงานเพิ่มขึ้นการดื่มน้ำระหว่างการทำงานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งน้ำจะเข้าไปช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมองทำให้สมองสั่งการทำงานของส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีช่วยให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพ

กินของเปรี้ยว
จากการศึกษาพบว่าการกินของเปรี้ยวจะช่วยให้ร่างกายตื่นอยู่ตลอดเวลาซึ่งคนขับรถบรรทุกจะใช้วิธีนี้ในการขับรถไกลๆซึ่งสามารถนำมาใช้กับการทำงานได้เช่นกินมะม่วงเปรี้ยวกินลูกอมเปรี้ยวๆเป็นต้นซึ่งของเปรี้ยวจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของสมองทำให้รู้สึกตื่นอยู่ตลอดเวลา


นอนพัก
ในระหว่างพักกลางวันถ้าเกิดคุณรับประทานอาหารกลางวันเร็วคุณอาจจะรีบขึ้นมางีบหลับก่อนสัก15นาทีเพื่อเป็นการพักผ่อนร่างกายทำให้เมื่อตื่นมาเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทำงานได้อย่างเต็มที่

ระหว่างหางาน เราควรจะศึกษาให้ดีก่อนว่าบรรยากาศในที่ทำงานนั้นเป็นยังไงและบริษัทที่ลงประกาศรับสมัครงาน นั้นมีลักษณะอย่างไรทำงานเกี่ยวกับอะไรเพื่อให้เราได้งานที่ตรงใจและตรงความสามารถเราที่สุดถ้าบริษัทที่หาคนทำงานนั้นมีการเปิดให้เยี่ยมชมบริษัทเราก็ควรเข้าไปศึกษาก่อนว่าบริษัทเป็นยังไง

ตกงาน!!ทำยังไงต่อไป

 
การตกงานเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุทั้งเกิดจากตัวเราเองหรือจากบริษัทแต่ยังไงก็เป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดเพราะผลเสียที่ตามมานั้นมีมากมายทั้งขาดรายได้แถมยังต้องหางานใหม่ให้เร็วที่สุดอีกแต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องตั้งสติให้ดีก่อนจะทำอะไรสิ่งที่ควรทำหลังจากตกงานมีดังต่อไปนี้

1.มีสติ
ถึงแม้ว่าเราเครียดแค่ไหนกับปัญหาที่เกิดจากการตกงานทั้งหนี้ทั้งการขาดรายได้แต่เราต้องคิดเสมอว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอไม่ควรคิดสั้นควรคิดถึงคนรอบข้างว่าจะเป็นยังไงถ้าขาดเราไปจากนั้นก็เริ่มคิดถึงสิ่งต่างๆว่าควรแต่ปัญหาอย่างไรแล้วค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละข้อเมื่อเราแก้ปัญหาทุกอย่างจนจบเราจะพบว่าเราเป็นใหม่ที่สามารถเผชิญกับทุกปัญหาได้โดยไม่หวั่นเกรงอะไรอีกต่อไป

2.เปลี่ยนปัญหาให้เป็นสิ่งที่ดี
การตกงานถึงแม้จะเป็นสิ่งที่แย่แต่เราก็ควรคิดในทางกลับกันว่าเราจะได้พักผ่อนการจากทำงานที่เหนื่อยมาโดยตลอดเราอาจจะเครียดกับการทำงานมากเกินไปเราก็ใช้เวลานี้ในการผ่อนคลายเพื่อเตรียมพร้อมกับการไปทำงานในที่ใหม่อาจจะไปออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพที่เคยแย่ของเราดีขึ้นกินอาหารที่เราอยากกินเพื่อให้สุขภาพจิตนั้นสดใสอีกครั้งเป็นต้น

3.ไม่คิดมากเกี่ยวกับคำพูดคนอื่น
เรื่องที่เราตกงานอาจจะเป็นประเด็นให้คนอื่นๆพูดถึงอยู่สักพักแต่เราต้องไม่ไปตอบโต้ต้องแสดงความเป็นผู้ใหญ่และพร้อมจะเผชิญปัญหาทุกอย่างอยู่เสมอเพราะคำพูดคนอื่นเราไม่จำเป็นต้องไปสนใจแค่สนใจคนที่เราแคร์ก็พอแล้วถ้าเกิดเราไปมีปัญหากับคนที่พูดเรื่องตกงานของเราแล้วละก็ประวัติของเราจะดูไม่ดีเพราะฉะนั้นจงท่องไว้เสมอว่า โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า

4.ฝึกฝนทักษะความสามารถเพิ่มเติม
ในระหว่างรองานใหม่เราอาจจะไปศึกษาภาษาเพิ่มหรือความสามารถต่างๆเพื่อใช้ประกอบในการสมัครงานเผลอๆเราอาจจะได้งานที่ดีกว่างานที่เก่าเพราะความสามารถที่เราฝึกฝนเพิ่มเติมในระหว่างว่างงานต้องคอยบอกกับตัวเองเสมอว่าคนที่มีความสามารถนั้นหางานได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีความสามารถอะไรเลย

 การตกงานถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับตัวเองเพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากตกงานเราก็ต้องตั้งใจทำงานแต่ถ้าเกิดเราหลีกเลี่ยงที่จะตกงานไม่ได้และอยากจะหางานใหม่อย่างรวดเร็วเพื่อจะได้ไม่ต้องขาดรายได้เราอาจจะลงประวัติไว้กับเว็บไซต์หาคนทำงานเพื่อให้เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการให้เราได้งานเร็วยิ่งขึ้น


ปัญหาสำหรับคนเพิ่งเรียนจบ อายุน้อยหรือไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน

นักศึกษาจบใหม่ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาในการหางาน เพราะว่าบริษัทส่วนมากต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และมีอายุที่มาก ซึ่งทำให้นักศึกษาจบใหม่ตกงานกันเยอะนั้นเอง

นักศึกษาจบใหม่จะประสบปัญหาในการหางานมากกว่าคนที่มีประสบการณ์ ทั้งในเรื่องการสัมภาษณ์งานคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานก็ทำได้ดีกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วนักศึกษาจบใหม่จึงไม่มีโอกาสเข้าทำงาน เพื่อที่จะเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานสักที


กลับกัน สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในการสมัครงานมาก่อน ก็จะประสบความสำเร็จและไม่มีปัญหา เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะต้องทำอย่างไรเมื่อเราเป็นนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางานทำ วิธีที่ดีที่สุดในการแสดงให้บริษัทเห็นว่า เรามีคุณสมบัติที่เหมาะสม ผู้ที่จะไปสมัครงานควรมีคุณสมบัติดังนี้
-เดินทางไปไหนก็ได้ตามที่ได้รับมอบหมาย
-ค้นคว้าหาความรู้เพื่อนำมาพัฒนาองค์กร
-มีพลังในการทำงาน
-สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกษ์ใช้ได้
-เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวได้ง่าย

 สิ่งที่บริษัทต้องการจากเรา
1.ผู้สมัครต้องการจะทำงานกับบริษัทจริง
2.มีความขยันและซื่อสัตย์
3.มีรักในองค์กร
4.มีความสุภาพ

เตรียมตัวอย่างไรเพื่อหางานเมื่อเรียนจบ
การเตรียมตัวที่ดีทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง การสมัครงานก็เช่นกัน การที่เราศึกษาข้อมูลก่อนสมัครงาน จะทำให้เรารู้ว่าบริษัทนั้นทำเกี่ยวกับอะไรมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรงานที่เราจะสมัครนั้นเหมาะสมกับเราหรือไม่ เพราะถ้าเราไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี แล้วเราได้รับเลือกเข้าทำงาน เราอาจจะทำงานได้ไม่บรรลุเป้าหมายของบริษัท มีส่วนให้ถูกไล่ออกและต้องมานั่งหางานใหม่อีกครั้ง

ค้นหาตัวเอง
ก่อนที่จะสมัครงานหรือเลือกแนวทางอาชีพใดๆ เราควรจะรู้ตัวเองก่อนว่าชอบทางด้านไหน ชอบทำอะไรโดยศึกษาจากชีวิตประจำวัน เช่น นายAชอบเล่นคอมพิวเตอร์มากและรู้ว่าตัวเอง มีความสามารถในด้านนี้เป็นพิเศษ จึงได้เลือกเรียนทางด้าน IT และพอจบมานาย A ก็เลือกที่จะทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าเรารู้ตัวเองว่าเราชอบอะไรเราก็ต้องพยายามทำมันให้เต็มที่

ความสามารถ/ผลงาน
ความสามารถพิเศษนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราพิเศษกว่าผู้สมัครงานอื่นๆ ยิ่งเรามีความสามารถพิเศษตรงตามที่บริษัทต้องการแล้วละก็ โอกาสในการที่บริษัทจะรับเราเข้าทำงานก็จะยิ่งสูงตาม ผลงานที่เคยทำมาทั้งในระหว่างเรียนหรือระหว่างทำงาน มีส่วนให้บริษัทสนใจในตัวเรามากยิ่งขึ้นเป็นส่วนที่บ่งบอกว่าเราทำอะไรได้บ้าง และส่งผลให้เราได้รับประโยชน์จากส่วนนี้


สำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะหางาน หากเป็นเมื่อก่อนก็จะต้องไปสมัครงาน หรือ หางานตามหนังสือพิมพ์แต่ปัจจุบันแต่ solution ที่ช่วยในการหางานให้ง่ายขึ้นเช่นเว็บไซต์หางาน ที่มีประกาศรับสมัครงานของบริษัทต่างๆมาลงอยู่แล้วซึ่งเราสามารถสมัครงานได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเว็บไซต์ลักษณะนี้ให้บริการอยู่เช่น jobcity.com ซึ่งจะทำให้การหางานง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย



เทคนิคการหางานของนักศึกษาจบใหม่


ในปัจจุบันต้องยอมรับเลยว่า มีนักศึกษาจบใหม่ในระหว่างปี 2550-2559 คาดว่าจะมีประมาณ 3-4 แสนคน/ปีกันเลยทีเดียว (สถิติจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา) แต่ในขณะที่ความต้องการแรงงานในระดับปริญญาตรีในเดือนมีนาคม ปี 2555 พบว่า มีตำแหน่งงานว่างเพียง 138,450 อัตราเท่านั้น จึงทำให้มีการแข่งขันสูงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งก็แน่นอนว่า นักศึกษาที่จบใหม่ ก็ต้องมีเป้าหมายในการทำงานกับบริษัทใหญ่ๆและมั่นคงกันทั้งนั้น วันนี้เราจึงมาแนะนำนักศึกษาจบใหม่หรือกำลังจะจบ ถึงความต้องการของบริษัทหรือนายจ้าง ว่าทางบริษัทต้องการบุคลากรแบบไหนเข้ามาทำงานในบริษัทเพื่อที่จะได้เตรียมตัวกันได้ถูก

1. ประสบการณ์การทำงาน
แน่นอนว่านักศึกษาทุกคนต้องผ่านการฝึกงานมาแล้วทั้งนั้น แต่ความแตกต่างของแต่ละคนขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน การฝึกงานก็เหมือนกับการแสดงฝีมือให้กับบริษัทที่เราไปฝึกงาน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เราตั้งใจจะไปสมัครแต่แรกอยู่แล้วหรือไม่ หากช่วงที่เราฝึกงาน สามารถทำงานได้เข้าตากรรมการ ทำให้เห็นถึงศักยภาพ สิ่งนี้จะกลายมาเป็นแต้มต่อในการที่ต้องสมัครงานจริงอีกด้วย อีกสิ่งหนึ่งคือ การทำงานพาร์ทไทม์ (Part time) นอกจากจะได้มีเงินใช้ในช่วงปิดเทอมแล้ว ยังได้ประสบการณ์ในการทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย

2. ความสามารถด้านภาษา
ทักษะด้านภาษาก็เป็นอีกสิ่งสำคัญในโลกยุคนี้ เนื่องจากสามารถใช้ในการติดต่อซื้อขายกับลูกค้าได้สะดวกและหากมีภาษาที่ 3 ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศษ หรือ ภาษาอ่านๆ ก็จะทำให้บริษัทสนใจในตัวผู้สมัครงานมากขึ้นอีกด้วย

3. การประเมินสถานการณ์ และ การแก้ไขปัญหา
แน่นอนว่านายจ้างหรือบริษัททุกที่ต้องการพนักงานที่สามารถแก้ปัญหาที่พบด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องถามสะทุกเรื่องอยู่แล้ว

4. การวางแผนงาน และ แบ่งเวลา
นอกจากจะทำงาน หรือ มีความสามารถอื่นมากมาย แต่หากไม่สามารถแบ่งเวลาได้ ก็ไม่สามารถทำงานออกมาได้ดีเช่นกัน เพราะฉะนั้นความสามารถในการแบ่งและจัดสรรเวลา เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บริษัทมองหาในตัวผู้สมัครเช่นกัน

5. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
สามารถนำไอเดียใหม่ๆมาใช้ให้ก่อประโยชน์แก่การทำงานได้ การรู้จักคิดและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่นักศึกษายังต้องพัฒนาเนื่องจากไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน หากมีตรงจุดนี้ ก็จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บริษัทจะนำไปพิจารณาในการรับเข้ามาทำงานด้วยเช่นกัน

6. ยอมรับความเปลี่ยนแปลงหรือทำงานอื่นหรือระบบการทำงานแบบอื่น
ทุกวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะในด้านเทคโนโลยีหรือในด้านการทำงาน การยอมรับในความเปลี่ยนแปลงในที่นี้หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการทำงาน ระบบต่างๆที่ใช้ในการทำงานเพื่อให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

7. ยอมรับการตัดสินใจของผู้อื่นและให้ความร่วมมือในการทำงาน
จริงอยู่ที่ว่าบริษัทต้องการคนที่มีภาวะผู้นำ แต่ก่อนที่จะเป็นผู้นำได้ เราก็ต้องเรียนรู้ในภาวะผู้ตามมาก่อนเช่นกัน

8. ภาวะผู้นำ
คนที่มีภาวะผู้นำ นอกจากจะยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นได้ดีแล้ว ยังสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีอีกด้วย นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่บริษัทมองหาคนที่มีภาวะผู้นำนี้ซึ่งสามารถผลักดันให้เป็นหัวหน้างานได้ในอนาคตอีกด้วย

9. กล้าแสดงความคิดเห็น
การแสดงความคิดเห็นมีประโยชน์ นอกจากจะได้รู้ว่าสิ่งที่เราคิด ผิดหรือถูกมากน้อยแค่ไหน และหากมีความสามารถในด้านภาษาอังกฤษด้วยแล้วละก็ นายจ้างหรือบริษัทต่างชาติจะชอบมากเลยทีเดียว


10 คำถามพื้นฐานในการสัมภาษณ์งาน

การหางานทั้งผ่านเว็บไซต์หางาน หรือ เข้าไปที่บริษัทเพื่อเขียนใบสมัครด้วยตัวเองไม่ถือว่าเป็นจุดสิ้นสุด แต่ยังมีด่านสุดท้ายที่ต้องผ่านในการได้รับคัดเลือกเพื่อเข้าไปทำงานในบริษัทที่ต้องการ และเป้นที่แน่นอนว่า ผู้ที่เตรียมตัวมาดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง วันนี้เราจึงมี 10 คำถามยอดฮิตมาเสนอ เพื่อลดอาการตื่นเต้นสำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางาน หรือ ผู้ที่อยากหางานใหม่ แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะสัมภาษณ์งานผ่านหรือไม่


สำหรับน้องๆนักศึกษาที่กำลังหางาน หรือ ผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์งาน อาจจะยังยังวลอยู่ว่า เราจะเจอคำถามแบบไหนบ้างในการสัมภาษณ์งานที่จะถึงนี้ วันนี้เรามาลองดูกันว่า 10 คำถามหลักๆในการสัมภาษณ์มีอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัว และ ลดความตื่นเต้นลงไปได้

1.Introduce yourself หรือ แนะนำตัวหน่อยสิ
คำถามนี้อาจจะเป็นคำถามที่ Basic แต่ถ้าเตรียมตัวมาไม่ดี จากคำถามที่ง่ายจะกลายเป็นคำถามที่ยากในทันที การตอบคำถามแบบปกติทั่วไปเช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ พวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานๆดังนั้นเราจะข้ามในส่วนนี้ไป สิ่งที่ผู้ถามอยากรู้คือ คุณเป็นคนลักษณะไหน มีนิสัยอย่างไร จะเหมาะกับงานนี้หรือไม่ เคยมีประสบการณ์ในการทำงานในตำแหน่งที่จะสมัครมาแล้วหรือยัง เป็นต้น

2.ทำไมถึงออกจางานที่ทำอยู่
สำหรับการตอบคำถามในข้อนี้ ข้อห้ามสำคัญเลยก็คือ อย่าวิจารณ์ที่ทำงานที่คุณอยู่ไม่ว่าจะเรื่องใด และ อย่าพูดอะไรที่เป็นการทำร้ายตัวเอง สิ่งที่ควรจะตอบไปในข้อนี้ ควรบอกเหตุผลประมาณว่า เหตุผลที่ต้องออกเพราะว่างานใหม่ที่นี่เป็นอีกความก้าวหน้าหนึ่ง ได้เรียนรู้งานใหม่ๆ

3.คิดว่าคุณสามารถทำอะไรให้บริษัทได้บ้าง
ขั้นตอนนี้คุณจำเป็นต้อง Present ตัวเองอย่างสร้างสรรค์ในแง่ของการทำประโยชน์ให้กับบริษัท แนะนำว่า หากมีงานอดิเรก หรือ ความสนใจที่มีประโยชน์ต่อบริษัทได้จะดีมาก

4.ข้อเสียของคุณคืออะไร
คนทุกคนมีข้อเสียอยู่ในตัวเองแต่อยู่ที่ว่าคุณจะแก้ไขข้อเสียตรงนี้ได้หรือไม่ คำถามนี้มักจะบอกเป็นนัยๆว่าคุณอาจจะมีข้อบกพร่องที่จำเป็นต่องานนี้ แต่คุณก็สามารถแก้ไขได้ว่า ถึงแม้จะไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ แต่ก็เป็นคนเรียนรู้ได้เร็ว ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

5.คุณจะมีปฎิกริยาอย่างไรเมื่อถูกต่อว่าหรือวิพากษ์วิจารณ์
การตอบคำถามในลักษณะนี้ ควรตอบไปในเชิงบวกเช่น หากถูกต่อว่า แสดงว่าเราทำบางอย่างผิดพลาดไป ถือเป็นสิ่งดีในการแก้ไขปรับปรุงตัวเอง การวิจารณ์เป็นสิ่งจำเป็นในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการทำงาน เป็นต้น

6.สามารถทำงานใต้ความกดดันได้ดีแค่ไหน
คำถามนี้ค่อนข้างสำคัญ และอาจจะเป็นตัวตัดสินว่าจะได้งานนี้หรือไม่เลยทีเดียว หากเคยมีการทำงานภายใต้สภาวะกดดันมาก่อน ไม่ว่าจะเรื่องเวลากระชั้นชิด หรือ จากหัวหน้างานก็ตาม พยายามเล่าในแง่ดีและอาจจะพูดว่า ยังสามารถมีสมาธิในการทำงานได้แม้จะอยู่ในสภาวะกดดัน

7.ระหว่างเงินกับงาน อะไรสำคัญกว่ากัน ?
การถูกถามในลักษณะนี้ แนะนำว่าให้ตอบไปในลักษณะว่าสำคัญเท่ากันทั้ง 2 อย่าง เนื่อจากว่าทุกวันนี้ เงินก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้ และ การที่เราจะได้เงินมา เราก็ต้องนำความรู้ที่มีไปทำงานเพื่อแลกเงินมา เพราะฉะนั้น มันจึงไม่น่าเกลียดหากจะเห็นว่าทั้ง 2 อย่างมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

8.คุณวางแผนอนาคตว่าอย่างไร
หากถูกถามคำถามในลักษณะนี้ ถ้าหากใน resume หรือ ใบสมัครงานมีให้กรอก ควรตอบให้ใกล้เคียงที่เขียนไว้ให้มากที่สุด แต่หากไม่มีให้เขียนในใบสมัครงาน ควรตอบให้ดูมความมุ่งมั่น พยายามพูดถึงอนาคตในแง่ที่ทำให้คุณดูมีวิสัยทัศน์กว้างไกลจะได้ผลดียิ่งขึ้น

9.ให้เหตุผลที่บริษัทควรรับคุณเข้าทำงาน
คำถามแบบนี้อาจจะดูเป็นคำถามที่ยากไปหน่อยหากไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน แต่ในเมื่อถูกถามคำถามในลักษณะนี้มา ควรเลือกตอบไปในแบบกลางๆ นำเสนอความเหมาะสม คุณสมบัติ หรือ ความสามารถพิเศษที่เหมาะกับตำแหน่งงานที่ได้สมัครไป และ ที่สำคัญ ห้ามเผลนำัวเองไปเทียบกับผู้สมัครคนอื่นๆเด็ดขาด

10.คุณมีอะไรจะถาม หรือ มีข้อสงสัยอะไรอีกไหม
การที่ผู้สัมภาษณ์ถามแบบนี้ เพื่อยืนยันให้มั่นใจว่าคุณได้รับข้อมูลของตำแหน่งงานมาถูกต้อง สิ่งที่ควรถาม คือการย้ำในรายละเอียดตำแหน่งของคุณอีกครั้ง รวมไปถึงรายละเอียดอื่นๆเช่น อัตราเงินเดือน สวัสดิการ หรือ วันหยุดประจำสัปดาห์ เป็นต้น


เลือกผู้สมัครงานยังไง ให้ได้คนที่"ใช่"

การหาคนทำงานในตำแหน่งต่างๆในแต่ละครั้ง บริษัทอาจเคยพบปัญหา และ ไม่แน่ใจเกี่ยวกับผู้ที่มาสมัครงาน ที่ได้กรอกประวัติ และ เขียนคุณสมบัติไว้ว่าจะทำได้จริงอย่างที่ได้เขียนไว้ในใบสมัครหรือไม่ และ ไม่รู้ว่าเป็นคนอย่างไร ผลสำวจเรื่องความมั่นใจในการตัดสินใจรับคนเข้าทำงานส่วนใหญ่กล่าวว่า 50% จะรู้ว่าเลือกคนถูกหรือไม่ก็ต่อเมื่อได้รับเข้ามาทำงานแล้วในช่วงเวลาประมาณ 3-6 เดือน หรือ ในช่วงทดลองงาน
จากเหตุการณ์ข้างต้นจะเห้นว่า ปัญหาที่แท้จริงของการคัดเลือกคนเข้ามาทำงาน อยู่ที่มาตรฐานและวิธีการรับคน และผู้สัมภาษณ์หลายๆท่าน ยังใช้วิธียอดฮิตในการสัมภาษณ์คือ ใช้คำถามปิด คำถามกว้างๆ หรือไม่ก็คำถามยอดฮิตที่ผู้สมัครได้เตรียมตัวมาแล้ว ซึ่งก็ไม่แปลกที่ผู้สัมภาษณ์จะเกิดความสงสัยว่าคนที่มาสมัครงาน จะทำได้จริงอย่างที่พูด หรือ มีทัศนคติ นิสัยอย่างไร

1.กำหนดคุณสมบัติ ขั้นต่ำ สำหรับงานนั้นๆไว้เสมอ
การกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำ ก็เพื่อให้ได้คนที่สามารถเข้าใจ และ รับผิดชอบหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งได้ เช่น ประสบการณ์ในการทำงาน การศึกษา แต่ก็ต้องแยกให้ออกระหว่าง ระดับการศึกษาที่จำเป็น กับ ระดับการศึกษาที่อยากให้มี เพราะถึงแม้ว่า ผู้สมัครจะไม่ได้จบการศึกษามาสูง แต่มีประสบการณ์ในการทำงานในตำแหน่งนั้นมากกว่าผู้ที่จบการศึกษาสูง ก็สามารถทำให้ทำงานที่ได้รับมอบหมาย สำเร็จลุล่วงได้ดีกว่าผู้สมัครที่จบสูงกว่าเช่นกัน

2.หาผู้ที่เหมาะกับงานนั้นๆอยู่เสมอ
มีอยู่หลายวิธีที่จะค้นหาคนที่เหมาะกับงาน เช่น สรรหาบุคลากรจากในบริษัทก่อน เนื่องจากว่า คนที่ทำงานอยู่ในบริษัทอยู่แล้ว ย่อมมีความเข้าใจในการดำเนินงานของบริษัท ดีกว่าคนที่รับเข้ามาใหม่ หรือ ลงประกาศกับสื่อโฆษณาที่เหมาะสม เช่น การลงประกาศตามเว็บไซต์หางาน เนื่องจากมีผู้ที่ต้องการหางานเข้ามามองหางานจากเว็บไซต์เหล่านี้เป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้บริษัทได้คนไวขึ้นอีกด้วย

3.เน้นการถามผู้สมัครงานว่า "ทำไม . . . "
การถามในลักษณะนี้ เป็นการถามเพื่อให้รู้ถึงวิธีคิด ทัศนคติของผู้ที่มาสมัครงาน แต่หากเป็นการสัมภาษณ์ร่วมกันหลายคน ผู้ที่สัมภาษณ์ควรใช้คำถามที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละคน แต่เป็นคำถามในรูปแบบเดียวกันเพื่อดูทัศนคติและการให้เหตุผลในแต่ละคน

เทคนิคในการกรอกใบสมัครงาน


หากคุณกำลังต้องการสมัครงาน สิ่งแรกที่จะเจอเลยนั่นก็คือ การเขียนใบสมัครงานแต่ว่า ในปัจจุบันผู้สมัครงานจำนวนมากไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเขียนใบสมัคร หรือ ไม่ปฎิบัติตามข้อกำหนด ที่แนะนำไว้ในใบสมัคร ทำให้กรอกข้อมูลไม่ครบ และ ทำให้พลาดโอกาส สูญเสียเวลา และ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสมัครงานโดยเปล่าประโยชน์

ข้อผิดพลาดทั่วไปในการกรอกใบสมัครมีดังนี้

1. ลายมือของผู้สมัครงาน
ลายมือของผู้สมัครงานเอกก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน หลายคนอาจจะคิดว่า ลายมือที่เขียนลงไปในใบสมัครงานคงไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากหรอก(มั้ง) แต่หารู้ไม่ว่า ลายมือนั้นสามารถบ่งบอกถึงหลายสิ่งหลายอย่างของผู้สมัครงานได้ (แต่ก็ไม่ถึงกับทั้งหมด) แต่ในที่นี้ บริษัทไม่ได้พิจารณาว่าลายมือของผู้สมัครงาน สวยหรือไม่สวย แต่จะพิจารณาว่า ลายมือของผู้สมัครงานที่เขียนไว้ในใบสมัคร คนทั่วไปสามารถอ่านออกหรือไม่ คำแนะนำสำหรับลายมือในการเขียนใบสมัคร ไม่จำเป็นต้องสวยมาก หรือ เป็นตัวบรรจง แค่เขียนให้อ่านง่ายๆ เป้นระเบียน และ เว้นวรรคให้ถูกต้องก็เป็นอันใช้ได้ ที่สำคัญ อย่าใช้เวลาในการเขียนมากจนเกินไป

2. การกรอกข้อมูลไม่ครบ หรือ ผิดพลาด
          2.1 แก้ปัญหาการกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่บริษัทกำหนด โดยทั่วไป บริษัทมักจะมีข้อความที่ว่า "โปรดกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน" ซึ่งในบางครั้ง ผู้สมัครงานไม่ได้มีข้อมูลในหัวข้อนั้นๆ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะทางทหาร ผู้สมัครที่เป็นสตรีก็คงไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ให้กรอก เป็นต้น วิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดในที่นี้คือ หากผู้สมัครงานไม่มีข้อมูลในส่วนใด ก็ควรเขียนเครื่องหมาย ( - ) ไว้ในช่องว่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ลืมเติมข้อมูล แต่ไม่มีข้อมูล เป็นการสื่อให้เห็นว่าไม่ได้เป็นคนประมาทเลินเล่อ และ ไม่ได้มีเจตนาในการปกปิดข้อมูล เพียงไม่มีข้อมูลในส่วนนั้น

          2.2 กรอกข้อมูลผิดจากจุดประสงค์ในใบสมัคร การกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนนั้น นอกจากจะทำให้ผู้คัดเลือกเกิดทัศนคติไม่ดีกับผู้สมัครแล้ว ยังทำให้ผู้สมัครพลาดโอกาสอีกด้วย เนื่องจากในตอนสัมภาษณ์นั้น สิ่งแรกที่ผู้สัมภาษณ์จะคัดเลือกคือใบสมัครที่ผู้สมัครงานเขียนส่งมา ทำให้ผู้ที่จะสัมภาษณ์ ได้รู้เรื่องราวเบื้องต้นของผู้สมัคร ซึ่งหากเขียนมาไม่ครบ ก็จะทำให้ผู้สัมภาษณ์ไม่รุ้ข้อมูลของผู้สมัคร และถ้าหากมีผู้ที่สมัครมาในตำแหน่งเดียวกันเยอะ อาจจะทำให้เสียสิทธิในการสัมภาษณ์ไปได้เช่นกัน

นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆของความผิดพลาดในการเขียนใบสมัครงาน แต่ว่าในปัจจุบัน ได้มีเว็บไซต์หางานซึ่งได้มีแบบฟอร์มในการสมัครงานให้สำหรับผู้ที่กำลังหางาน สามารถกรอกและส่งไปยังบริษัทได้ทันที โดยที่แบบฟอร์มนั้น มีความครบถ้วนตามที่บริษัทต้องการ เช่น jobcity.com เป็นต้น เพียงแค่เรากรอกข้อมูลให้ครบถ้วนที่สุดตามแบบฟอร์ม อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปเขียนใบสมัครถึงบริษัทอีกด้วย และบริษัทที่ต้องการหาคนทำงานในสมัยนี้ได้มีการประกาศรับสมัครผ่านเว็บไซต์มากขึ้น ทำให้ผู้ที่สมัครผ่านเว็บได้โอกาสในการเรียกสัมภาษณืมากขึ้นด้วย

8 วิธีที่ทำให้หางานได้ตรงใจ



อาจจะมีหลายครั้งที่คุณนึกอยากจะเปลี่ยนงาน ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม แต่ว่าการหางานที่ดีกว่าเดิม งานที่คุณทำแล้วมีความสุข หรือ งานที่เหมาะกับคุณจริงๆแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป หากแต่ต้องอาศัยการเตรียมตัว เตรียมพร้อมกันสักเล็กน้อยก่อนจะเริ่มหางานใหม่ที่คุณต้องการ

ถ้าหากว่าคุณกำลังต้องการเปลี่ยนงาน สิ่งแรกที่คุณควรทำคือการแจกแจงดูว่าคุณมีปัญหาอะไรบ้างในการทำงานในปัจจุบันที่ทำให้คุรรู้สึกอยากเปลี่ยนงาน และ ควรดูให้แน่ใจว่า ปัญหาเหล่านั้นคุณไม่สามารถแก้ไขมันได้จริงๆ

ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากงานปัจจุบันที่ทำอยู่ ควรคุยกับเจ้านายดูก่อนเพราะว่า บริษัทส่วนมาก ไม่ต้องการที่จะหาพนักงานใหม่มาแทนคนเก่า เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการสอนงานให้กับพนักงานใหม่ และ หากคุณเป็นคนที่มีความสามารถด้วยแล้ว บริษัทยิ่งไม่อยากเสียคุณไปอย่างแน่นอน ซึ่งก็หมายความว่า เจ้านายของคุณ อาจจะสามารถช่วยหาทางแก้ไขปัญหาที่คุณพบเจออยู่ก็เป็นได้หากเขารู้ถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของคุณ

อย่างไรก็ตาม หากคุยและปรึกษาแล้วไม่มีหาทางไหนที่ทำให้คุณรู้สึกดี หรือ มีความสุขกับการทำงานที่เดิมแล้ว คงถึงเวลาที่คุณต้องหางานใหม่ ซึ่งเรามีกลเม็ดเล็กๆน้อยๆ 8 ข้อ ที่จะสสามารถช่วยให้การเปลี่ยนงานหรือหางานใหม่ของคุณราบรื่นมากขึ้นด้วย

ข้อที่ 1. รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
เหมือนกับการเลือกสายที่ต้องเรียนตอนม.ปลายนั่นแหละครับ เราต้องรู้ก่อนว่า เรามีความสามารถ มีทักษะอะไร ประสบการณ์ที่ผ่านๆมา คุณชอบสิ่งใด เพราะว่ามันจะทำให้คุณรู้ว่า งานแบบไหนเหมาะสมกับคุณมากที่สุด เมื่อมองเห็นจุดนี้แล้ว คุณก็จะรู้ว่า งานแบบไหนที่ได้ทำแล้วจะมีความสุขที่สุด

ข้อที่ 2. ทำใจก่อนเลยว่าที่ทำงานที่ใหม่ (อาจจะ) ได้เงินเดือนลดลง
แน่นอนครับ การรับคนเข้าทำงานต้องมีช่วงที่เรียกว่า ทดลองงานอยู่แล้ว และบางครั้ง การได้ทำงานที่ใหม่ ที่ให้เงินเดือนมากกว่าเดิมนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้คุณมีความสุขในการทำงานได้จริงๆ เพราะหากว่าไม่ได้เป้นงานที่คุณรัก คุณไม่ได้ชอบที่จะทำมัน อาจจะทำให้งานออกมาไม่ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะส่งผลให้โอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงานลดลงด้วย แต่หากงานที่คุณได้ทำนั้น ช่วงแรกอาจจะได้เงินเดือนน้อยบ้าง แต่เป็นงานที่คุณชอบ และคุณรักที่จะทำมัน ผลงานก็จะออกมาดีกว่างานที่คุณไม่ได้ชอบอยู่แล้ว ซึ่งก็จะส่งผลให้คุณได้รับโอกาสในการได้เงินเดือนเพิ่ม และมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานมากขึ้นด้วย

ข้อที่ 3. หาข้อมูลของงาน หรือ อาชีพที่คุณสนใจ
หลังจากรู้ว่า ตัวคุณเองต้องการอะไรแล้ว ต่อมาเราก็ต้องมาดูกันว่า งานหรืออาชีพที่คุณกำลังสนใจอยู่นั้น มีความรับผิดชอบ หรือ หน้าที่ตรงกับที่คุรต้องการหรือไม่ สมัยนี้ก็ง่ายๆครับ มีแหล่งข้อมูลให้ค้นหามามายทั้ง นิตยสาร, หนังสือพิมพ์, Internet ที่จะช่วยให้คุณรู้ว่า งานที่กำลังหาอยู่ เป็นงานที่ตรงกับที่คุณต้องการหรือไม่

ข้อที่ 4. การสร้างสายสัมพันธ์ในสายงาน
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ดีในการทำให้คุณได้พบปะ พบเจอกับคนที่ทำงานในแวดวงเดียวกัน ทำให้สามารถแชร์ความรู้หรือประสบการณ์ต่างๆกันได้ ซึ่งถ้าหากคุรต้องการหางานในสายนั้นๆแล้ว ทำให้คุณมีความได้เปรียบคนอื่นๆอีกด้วย

ข้อที่ 5. ทำความรู้จักกับบริษัทที่ต้องการไปสมัคร
ถึงแม้ว่างานที่คุณต้องการจะยังไม่เปิดรับสมัคร แต่การหาข้อมูลไว้ก่อนว่าบริษัทนั้น ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอะไร สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่คุณสนใจว่ามีความรับผิดชอบอะไรบ้าง ซึ่งถ้าเรารู้ว่าบริษัทที่เราต้องการสมัครดำเนินธุรกิจรูปแบบไหน ทำอะไร จะทำให้คุณมีภาษีดีกว่าผู้สมัครรายอื่นๆที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทที่ตัวเองต้องการไปสมัครเลย

ข้อที่ 6. ขอเข้าทดลองงาน หรือ ฝึกงานในตำแหน่งชั่วคราว
หาคุณค้นพบว่า ตัวเองต้องการทำอาชีพอะไรในอนาคตได้ขณะที่เรียนมหาวิทยาลัยอยู่ คุรสามารถขอเข้าฝึกงานในบริษัทที่ต้องการเข้าไปทำงานในอนาคตได้อีกด้วย ทำให้คุณรู้ว่าบรรยากาศในที่ทำงานในบริษัทที่คุณต้องการไปสมัครเป็นอย่างไรอีกด้วย

ข้อที่ 7. แก้ไขจุดอ่อน สร้างเสริมส่วนที่ขาดไป
ในเมื่อเรารู้จุดแข็งของเราแล้ว ต่อมาคือต้องดูว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร เช่น ไม่ถนัดในด้านภาษา เราก็สามารถใช้เวลาว่างที่มี ไปฝึกภาษาที่เราไม่ถนัด เผื่อหากบริษัทมีนโยบายส่งพนักงานไปต่างประเทศ คุณก็อาจเป็น 1 ในตัวเลือกของบริษัท อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสได้ความก้าวหน้าในอาชีพอีกด้วย

ข้อที่ 8. แสดงจุดเด่นของเราให้ตรงกับที่บริษัทต้องการ
ในเมื่อคุณรู้ว่าคุณมีทักษะไหนที่ตรงกับสายงาน หรือ อาชีพที่ตรงกับบริษัทที่คุณต้องการประกาศรับอยู่ ก็ควรเน้นตรงจุดนั้นในจดหมายสมัครงาน หรือ ในประวัติหากส่งใบสมัครผ่านเว็บไซต์ หางาน ซึ่งจะทำให้คุณมีโอกาสได้งานมากขึ้นด้วย

สุดท้าย สำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางาน อย่าตัดสินใจเลือกงานตามคนอื่นที่เราไม่ชอบ ยังมีงานอีกมากมายรอคุณอยู่ข้างนอก เพียงแค่คุณเชื่อว่าคุณสามารถทำได้คุณก็สามารถแก้ไขจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคต่องานที่คุณชอบได้เช่นกัน

เคล็ดไม่ลับสัมภาษณ์งาน เพื่อนักศึกษาจบใหม่







บริษัทต่างๆจะพิจารณาสิ่งดังต่อไปนี้ในการสัมภารณ์งานนักศึกษาจบใหม่

1.เกรดเฉลี่ย
   เกรดเฉลี่ยเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าเรามีความสามารถ และความรู้ในการศึกษา รวมทั้งเป็นตัวบอกบุคลิกลักษณะ ความชอบ และทักษะที่นำมาใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี

2.ความสามารถทางด้านการสื่อสารภาษาต่างๆ
  ยิ่งเรามีความสามารถในการ พูด อ่าน เขียน และฟัง ในภาษาต่างๆมากเท่าไรบริษัทก็ยิ่งสนใจในตัวเรามากเท่านั้น โดยเฉพาะภาษาสากล คือภาษาอังกฤษ

3.กิจกรรมระหว่างที่ทำการศึกษา
   เป็นตัวที่บอกว่าเรามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับผู้อื่นมากแค่ไหน ยิ่งคุณทำกิจกรรมกับผู้อื่นมากแสดงว่าคุณมีความสามารถในการทำงานไม่แพ้กัน

4.บุคลิกภาพ และนิสัย
   การทำงานบ้างครั้งต้องใช้คนที่สื่อสารได้เก่ง แต่อีกงานอาจไม่ต้อง เพราะฉะนั้นบริษัทต้องพิจารณา ลักษณะนิสัยให้ตรงกับงาน

5.การรับแรงกดดัน
   การทำงานบางครั้งต้องเจอการกดดันจาก หัวหน้าหรือลูกค้า ยิ่งคุณสามารถรับแรงกดดันแล้วผ่านมันไปได้มากเท่าไรคุณ ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและผ่านมันไปได้ด้วยดี


หากคุณเป็นนักศึกษาที่กำลังต้องการหางานอยู่ในขณะนี้ เราขอเสนออีกหนึ่งทางเลือกในการหางาน แทนที่การไปสมัครด้วยตนเองที่บริษัทโดยการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์มากขึ้นโดยการไปฝากประวัติกับเว็ปไซต์หางานต่างๆ เช่น jobcity.com ในปัจจุบัน บริษัทในต่างประเทศหันมาใช้การรับสมัครบุคลากรผ่านทางเว็บไซต์มากขึ้น ทำให้การได้รับบุคลากรที่มีความสามารถได้จากทั้งประเทศซึ่งทำให้บริษัทหาคนทำงานได้รวดเร็ว และ กระจายความต้องการรับบุคลากรของบริษัทได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย